Category: ธรรมชีวิตประจำวัน

ธรรมชีวิตประจำวันพุธที่ 20 ตุลาคม 2021 “ผู้ดำรงอยู่ตลอดกาล”

ฮีบรู 7:23-25 – ปุโรหิตเผ่าเลวีนั้นมีการสืบตำแหน่งกันหลายคน เพราะความตายขัดขวางไม่ให้เขาปฏิบัติงานได้ตลอดไป แต่พระเยซูนี้ ทรงดำรงตำแหน่งปุโรหิตตลอดกาล เพราะพระองค์ทรงดำรงชีวิตอยู่เป็นนิตย์ ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงสามารถเป็นนิตย์ที่จะช่วยคนทั้งปวงที่ได้เข้ามาถึงพระเจ้าโดยทางพระองค์นั้นให้ได้รับความรอด เพราะว่าพระองค์ทรงพระชนม์อยู่เป็นนิตย์ เพื่อช่วยทูลขอพระกรุณาให้คนเหล่านั้น สองปีที่ผ่านมาเป็นเวลาที่ยากลำบาก ผู้คนที่ข้าพเจ้าคิดถึงมากที่สุดคือคนที่สูญเสียงาน หรือคนที่เลือกจะเกษียณเมื่อเกิดโรคระบาด คนที่ย้ายที่อยู่เพื่อมองหางานทำ และคนที่เสียชีวิต ข้าพเจ้ารู้สึกว่าไม่ควรไปหาแพทย์คนใหม่ที่ไม่รู้จักและข้าพเจ้ากำลังเริ่มไว้ใจเท่านั้น แล้วก็เห็นคนที่ไม่คุ้นหน้าตามที่อยู่ของเพื่อนๆ และการเล่าเรื่องตลกให้คนที่ข้าพเจ้ารักฟัง แต่ก็นึกขึ้นมาได้ด้วยหัวใจที่ซวนเซว่าเพื่อนคนนั้นไปอยู่กับพระเจ้าแล้ว ข้าพเจ้ารู้แน่ชัดชัดว่าเมื่ออายุมากขึ้นสิ่งเหล่านี้ก็ยิ่งมีมากขึ้น การสูญเสียเล็กน้อยและใหญ่ๆ เพิ่มเข้ามา แล้วข้าพเจ้าก็คิดถึงผู้ที่ไม่เปลี่ยนแปลงและไม่เคยทิ้งข้าพเจ้าไป และนั่นคือสิ่งที่พระเจ้าทรงประทานแก่เราอย่างแน่นอนในพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดของเรา ข้าพเจ้ารู้ว่าพระเยซูจะไม่ละทิ้งข้าพเจ้าไป พระองค์ทรงรักข้าพเจ้าและทรงประทานพระองค์เองเพื่อข้าพเจ้าเพื่อว่าข้าพเจ้าจะเป็นคนของพระองค์ตลอดไป พระองค์จะไม่สิ้นพระชนม์อีกเพราะพระองค์สิ้นพระชนม์แล้วบนกางเขนเพียงครั้งเดียวนั้นก็เพียงพอสำหรับทุกคน และพระองค์ทรงคืนพระชนม์จากความตายด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นการหยุดอำนาจของความตายตลอดไป และทรงให้สัญญาว่าพระองค์จะมอบชีวิตนิรันดร์นั้นกับทุกคนที่วางใจในพระองค์ พระองค์ทรงเป็นนิรันดร์ และเพราะพระองค์เราจะเป็นอยู่นิรันดร์เช่นกัน ดังนั้น จึงมีความรักที่ยั่งยืนและมั่นคงซึ่งข้าพเจ้ารอคอย คือมีคนที่อยู่ด้วยเสมอ และเอาใจใส่ตลอดเวลา และสามารถช่วยเหลือทุกครั้งเมื่อข้าพเจ้าลำบาก พระองค์ทรงเป็นผู้ที่สามารถ “ช่วยให้รอดโดยสมบูรณ์” สำหรับเราทุกคน เพราะพระองค์ทรงมีชีวิตอยู่ตลอดกาล พระองค์ทรงทำอะไรกับชีวิตนั้น พระองค์ทรงทำการมากมาย หนึ่งในนั้นคือทรงอธิษฐานเพื่อเรา  พระองค์ทรงอธิษฐานกับพระบิดาเพื่อเรา ด้วยการทรงเป็นตัวแทนเราทำให้เราได้รับความรอดชั่วนิรันดร์ อธิษฐาน: พระเยซูที่รัก ขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้ไว้วางใจในพระองค์ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นผู้เดียวที่ถาวรในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ อธิษฐานในพระนามพระองค์ อาเมน คำถามเพื่อการใคร่ครวญ: คุณชอบหรือไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง […]

ธรรมชีวิตประจำวันอังคารที่ 19 ตุลาคม 2021 “การนำประชากรของพระองค์กลับบ้าน”

เยเรมีย์ 31:7-9 – “เพราะพระเจ้าตรัสดังนี้ว่า “จงร้องเพลงด้วยความยินดีเพราะยาโคบ และเปล่งเสียงโห่ร้องเพราะประมุขของบรรดาประชาชาติ จงป่าวร้อง สรรเสริญ และกล่าวว่า ‘พระเจ้าทรงช่วยประชากรของพระองค์ให้รอด คือคนที่เหลืออยู่ของอิสราเอล’ ดูเถิด เราจะนำเขามาจากแดนเหนือ และรวบรวมเขาจากส่วนที่ไกลที่สุดของพิภพ มีคนตาบอดคนขาเขยกอยู่ท่ามกลางเขา ผู้หญิงที่มีครรภ์และผู้หญิงที่คลอดบุตรจะมาด้วยกัน เขาจะกลับมาที่นี่เป็นหมู่ใหญ่ เขาจะมาด้วยการร้องไห้ และเราจะนำเขากลับด้วยการเล้าโลมใจ เราจะให้เขาเดินข้ามลำธารน้ำในทางตรงซึ่งเขาจะไม่สะดุด เพราะเราเป็นบิดาแก่อิสราเอล และเอฟราอิมเป็นบุตรหัวปีของเรา” ในพระคัมภีร์ตอนนี้เยเรมีย์ทำให้เราเห็นภาพที่น่าทึ่งของพระเจ้าผู้ทรงนำประชากรของพระองค์กลับบ้าน คนเหล่านี้ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยในที่ห่างไกล แต่เวลานี้พระเจ้าทรงรวบรวมเขา เขาต้องเดินทางไกลแต่ทุกคนจะเดินทางได้ และพระเจ้าจะทรงดูแลเขาไปตลอดทาง เขาจะมีน้ำและหนทางที่ราบเรียบ จะไม่มีใครสักคนที่หลงหายไป แต่ขอให้สังเกตว่าคนเหล่านี้เป็นใครกัน เขาไม่ใช่มีเพียงคนที่แข็งแรงและสุขภาพดีที่กำลังเดินทางกลับบ้านเท่านั้น ไม่ใช่คนที่ร่ำรวยซึ่งสามารถจ่ายค่าคนแบกหามได้ หรือคนที่มีคนอื่นคอยช่วยเหลือ แต่คนเหล่านี้มีทั้งคนตาบอด คนขาไม่ดี คนตั้งครรภ์และคนที่กำลังเจ็บท้องคลอด ทำให้คิดถึงการคลอดลูกชายของข้าพเจ้าซึ่งพบว่านั่นเป็นสิ่งที่เหลือเชื่อ ข้าพเจ้าไม่คิดว่าจะทนได้ขนาดนั้นในการเจ็บท้องคลอด แต่พระเจ้าตรัสว่าพระองค์จะทรงนำคนของพระองค์กลับบ้าน พระองค์จะทรงรวบรวมเขาด้วยพระองค์เอง ภาพนี้ไม่ใช่เพียงแต่คนอิสราเอลเท่านั้น แต่สามารถประยุกต์ใช้กับคนของพระเจ้าทั้งหมดรวมทั้งคุณและข้าพเจ้า  พระเจ้าทรงตั้งพระทัยให้เราทุกคนกลับบ้าน เพื่อจะไม่มีสักคนหลงหายไป พระเยซูตรัสว่า “และพระประสงค์ของพระบิดาผู้ทรงใช้เรามานั้น ก็คือให้เรารักษาบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงมอบไว้กับเรา…เพราะนี่แหละเป็นพระประสงค์ของพระบิดาของเรา ที่จะให้ทุกคนที่เห็นพระบุตร และวางใจในพระบุตรได้มีชีวิตนิรันดร์ และเราจะให้ผู้นั้นฟื้นขึ้นมาในวันสุดท้าย” (ยอห์น 6:39-40) พระเยซูจะทรงทำตามที่พระองค์ทรงให้สัญญาไว้ พระองค์ทรงทำส่วนที่ยากที่สุดของพระองค์แล้วโดยการทำให้เราเป็นอิสระจากอำนาจของมารผ่านทางการทนทุกข์และความตายของพระองค์ เราไม่ได้อยู่ในที่คุมขัง […]

ธรรมชีวิตประจำวันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม 2021 “ด้วยเสียงโห่ร้องอย่างชื่นบาน”

สดุดี 126:5-6 – ขอให้บรรดาผู้ที่หว่านด้วยน้ำตา ได้เกี่ยวด้วยเสียงโห่ร้องอย่างชื่นบาน ผู้ที่ร้องไห้ออกไปหอบหิ้วเมล็ดพืชเพื่อจะหว่าน จะกลับบ้านด้วยเสียงโห่ร้องอย่างชื่นบาน นำฟ่อนข้าวของตนมาด้วย “เมื่อพระเจ้าทรงให้ศิโยนกลับสู่สภาพดี เราก็เป็นเหมือนคนที่ฝันไป” (สดุดี 126:1) ผู้เขียนสดุดีฉลองการเดินทางกลับสู่ดินแดนของเขาเองจากการเป็นเชลย เขาถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย ต้องร้องไห้กับการสูญเสียบ้านเรือนและแผ่นดิน แต่เขาก็พกพาเอาเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังสำหรับอนาคตไปด้วยนั่นคือพระสัญญาของพระเจ้าที่จะทรงกู้เขากลับสู่บ้านเมืองอีกครั้ง เมื่อถึงเวลาพระเจ้าก็ทรงนำประชากรของพระองค์กลับบ้าน และเขาโห่ร้องด้วยความชื่นบานในการเดินทางกลับ พร้อมทั้งนำพืชผลแห่งความสำเร็จตามพระสัญญากลับมา หลายศตวรรษหลังจากเดินทางกลับจากการเป็นเชลย พระสัญญาของพระเจ้าอีกเรื่องหนึ่งก็สำเร็จในการเสด็จมาบังเกิดของพระเยซูพระเมสสิยาห์พระผู้ช่วยให้รอด เพื่อเห็นแก่ความรอดของเรา พระเยซูทรงยอมถูกจับและรับโทษประหาร ตามที่กล่าวไว้ก่อนแล้วว่า พระองค์ทรงรับความเศร้าโศกกับการเดินเข้าสู่กางเขนด้วยน้ำตา (ดู ฮีบรู 5:7) พระเยซูทรงทนทุกข์และสิ้นพระชนม์เพื่อแบกรับพระพิโรธของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ผู้ทำบาปและดื้อรั้นกับพระเจ้า แต่พระเยซูเจ้าทรงนำมาซึ่งเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังซึ่งเป็นพระสัญญาแห่งชีวิตและการเป็นขึ้นจากความตาย คือการเป็นขึ้นจากความตายของพระองค์และในอนาคตของทุกคนที่วางใจในพระองค์ ในเช้าวันอีสเตอร์แรกพระสัญญานั้นสำเร็จและความหวังในการเป็นขึ้นมาของเราได้รับการยืนยัน เพราะพระเยซูทรงสัญญาว่า “เพราะนี่แหละเป็นพระประสงค์ของพระบิดาของเรา ที่จะให้ทุกคนที่เห็นพระบุตร และวางใจในพระบุตรได้มีชีวิตนิรันดร์ และเราจะให้ผู้นั้นฟื้นขึ้นมาในวันสุดท้าย” (ยอห์น 6:24) เป็นความจริงที่ว่าเวลานี้เราจะ “หว่านด้วยน้ำตา” แห่งความป่วยไข้ สูญเสียและเสียใจ ในที่สุดแล้วเราเป็นคนแปลกหน้าและเป็นผู้อพยพบนโลกนี้ และ เรา “ปรารถนาที่จะอยู่ในเมืองที่ประเสริฐกว่านั้น คือเมืองสวรรค์” (ดู ฮีบรู 11:13-16) แต่ในสภาพการเป็นผู้อพยพ (เชลย) ของเรา เรารับความเศร้าโศกซึ่งเป็นผลพวงของโลก […]

ธรรมชีวิตประจำวันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม 2021 “พระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วยพระองค์เอง”

“พระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วยพระองค์เอง บัดนี้ขอให้เรายกย่องพระองค์ จงอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์ด้วยความยำเกรง พระเจ้าทรงสถิตอยู่ในพระวิหารของพระองค์ ขอให้ทุกคนที่อยู่ในนั้นสงบนิ่ง จงคุกเข่าลงอย่างถ่อมใจด้วยความเคารพ พระองค์ผู้ประทับบนบัลลังก์ของพระองค์คือผู้เดียวที่เป็นพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของเรา จงสรรเสริญพระนามของพระองค์ชั่วนิรันดร์ “พระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วยพระองค์เอง จงฟังเสียงพิณเขาคู่ดังกังวาน จงดูเหล่าเทพบริวารที่ห้อมล้อมพระบัลลังก์ร้องว่า “บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ จงฟังเสียงเพลงที่ดังขึ้นไป บทเพลงของเหล่าธรรมิกชนและเหล่าทูตสวรรค์ร่วมประสานเสียง โปรดเงี่ยพระกรรณฟังข้าพระองค์ทั้งหลายที่นี่ โปรดฟัง โอ พระคริสต์ เสียงสรรเสริญ ที่คริสตจักรของพระองค์ยกชูขึ้นในตอนนี้” ผู้เขียนสดุดีสงสัยว่า “ข้าพระองค์จะไปไหน ให้พ้นพระวิญญาณของพระองค์ได้ หรือข้าพระองค์จะหนีไปไหนให้พ้นพระพักตร์ของพระองค์” (สดุดี 139:7) ท่านไม่มีวันหนีไปจากพระพักตร์ของพระเจ้าได้แม้ท่านอยากทำเช่นนั้นก็ตาม พระเจ้าทรงสถิตอยู่ทุกหนแห่ง “พระเจ้าตรัสว่า คนใดจะซ่อนจากเราไปอยู่ในที่ลับเพื่อเราจะมิได้เห็นเขาได้หรือ พระเจ้าตรัสว่าเรามิได้อยู่เต็มฟ้าสวรรค์และโลกดอกหรือ” (เยเรมีย์ 23:24) ถึงกระนั้น ตลอดพระคัมภีร์เดิม พระเจ้าทรงตั้งสถานที่ต่างๆ เอาไว้เพื่อพระองค์จะสถิตอยู่กับประชากรของพระองค์และพบปะกับเขาด้วยวิธีการพิเศษ บนภูเขาซีนาย องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จลงมาในก้อนเมฆ ด้วยเสียงฟ้าร้อง และฟ้าแลบและประชาชนตัวสั่นด้วยความกลัวกับการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้า ต่อมาพระเจ้าทรงสั่งให้ประชากรของพระองค์สร้างพลับพลาในถิ่นทุรกันดารซึ่งเป็นเต็นท์นัดพบ เมื่อเมฆลงมาปกคลุมและสง่าราศีของพระเจ้าก็เติมเต็มอยู่เหนือพลับพลา คนอิสราเอลยืนชุมนุมกันอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าผู้ทรงสถิตอยู่กับเขา หลายศตวรรษต่อมา กษัตริย์ซาโลมอนสร้างพระวิหารในกรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งเป็นพระนิเวศเพื่อพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า เมื่อหีบพันธสัญญาซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้าถูกนำมาวางไว้ในอภิสุทธิสถาน เมฆก็เต็มอยู่ในพระวิหาร พวกปุโรหิตไม่สามารถทำหน้าที่ของตนได้ เพราะสง่าราศีขององค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่เต็มในพระนิเวศนั้น ในคำอธิษฐานแห่งการอุทิศถวาย ซาโลมอนยอมรับถึงความไม่เพียบพร้อมสมบูรณ์ของพระวิหารว่า […]

ธรรมชีวิตประจำวันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม 2021 “ชีวิตเก่าที่ทรงสร้างขึ้นใหม่”

ลูกา 19:41 – ครั้นพระองค์เสด็จมาใกล้เห็นกรุงแล้ว ก็กันแสงสงสารกรุงนั้น ตอนนี้ไม่ว่าเราจะคิดอะไรเกี่ยวกับพระเยซู แต่เรื่องน่าเศร้าที่พระองค์ทรงร้องไห้กับเยรูซาเลมเป็นสัญญาณปลุกเราทั้งหลายในวันนี้ การตอบสนองต่อพระคัมภีร์ตอนนี้เมื่อคิดถึงประเทศของเรา คุณและข้าพเจ้าอาจมีคำถามว่า “พระเยซูจะทำอย่างไรกับสังคมของเราและวิถีของสังคมที่กำลังเป็นอยู่ พระเยซูจะตรัสอะไร พระองค์จะทรงร้องไห้เหมือนที่ทรงร้องไห้เมื่อทรงเห็นเยรูซาเล็มหรือไม่ เพราะประเทศของเราก็ต่อสู้กับความบาปทุกหนแห่ง ผู้คนยกย่องตนเองและหลีกเลี่ยงเรื่องของพระเจ้า” เงื่อนไขหลายอย่างในสังคมของเราย่อหย่อนและผิดปกติแม้เทียบกับมาตรฐานทางโลกก็ตาม และมีความเป็นไปได้ว่าจะแย่ลง แต่อย่าเพิ่งถอดใจ เพราะพระเจ้าทรงทำงานของพระองค์ (ดู ฟีลิปปี 4:4-7) และสักวันหนึ่งในไม่ช้านี้ความชื่นชมยินดีเดียวกันกับที่อัครทูตยอห์นเขียนไว้ในหนังสือวิวรณ์จะเป็นจริงสำหรับผู้ที่อยู่ในพระคริสต์ ผ่านทางของประทานแห่งความเชื่อของพระเจ้า (ดู เอเฟซัส 2:8-9) จงฟังพระคำเหล่านั้นแล้วเริ่มดูตัวของคุณเอง ไม่ใช่ดูในฐานะที่เป็นส่วนของวัฒนธรรมที่แหลกเหลว แต่ในพระคริสต์และในฐานะผู้ที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นมาใหม่ อัครทูตยอห์นเขียนไว้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นท้องฟ้าใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ เพราะท้องฟ้าเดิมและแผ่นดินโลกเดิมนั้นหายไปหมดสิ้นแล้ว และทะเลก็ไม่มีอีกแล้ว ข้าพเจ้าได้เห็นวิสุทธนคร คือนครเยรูซาเล็มใหม่เลื่อนลอยลงมาจากสวรรค์และจากพระเจ้า นครนี้ได้จัดเตรียมไว้พร้อมแล้ว เหมือนอย่างเจ้าสาวแต่งตัวไว้สำหรับสามี ข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังมาจากพระที่นั่งว่า “ดูเถิด พลับพลาของพระเจ้าอยู่กับมนุษย์แล้ว พระองค์จะทรงสถิตกับเขา เขาจะเป็นชนชาติของพระองค์ และพระเจ้าเองจะประทับอยู่กับเขา พระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาทุกๆ หยดจากตาของเขา ความตายจะไม่มีอีกต่อไป การคร่ำครวญ การร้องไห้ และการเจ็บปวดจะไม่มีอีกต่อไป เพราะยุคเดิมนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว” พระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งตรัสว่า “ดูเถิด เราสร้างสิ่งสารพัดขึ้นใหม่” และพระองค์ตรัสอีกว่า “จงเขียนไว้เถิด […]

Journey into Light Thailand © 2016 Frontier Theme
ปิดโหมดสีเทา