Category: บทความหนุนใจ

บทความหนุนใจ

“เป้าหมายชีวิตต้องชัดเจน” (กรุณาคลิ๊กอ่านที่หัวเรื่อง)

ข้าพเจ้าเคยพูดคุยกับผู้คนหลายคนเกี่ยวกับเป้าหมายในชีวิต ได้พบว่ามีน้อยคนที่บอกว่าเขาตั้งเป้าหมายในชีวิตไว้แล้ว แต่ก็มีบางคนที่บอกว่ายังไม่เคยตั้งเป้าหมายไว้ แต่ถึงตั้งก็ไม่ได้ทำ หรือทำแล้วแต่ไม่สำเร็จ ก็จะเป็นแรงกดดันตัวเองไปเปล่าๆ ดังนั้น เขาก็ปล่อยทุกอย่างไป ตามยถากรรมอะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด แต่ก็ยังมีคนอีกมากมายที่ยังไม่เคยตั้งเป้าหมายชีวิตเลย หากเป็นเช่นนี้ต้องเริ่มทำก่อนที่จะหมดโอกาส เพราะวันเวลามันกำลังผ่านไปเรื่อยๆ ไม่มีวันจะย้อนกลับมารอเราอีก การตั้งเป้าหมายสำหรับชีวิตจะทำให้เรามองเห็นเส้นชัยของเป้าหมาย และเป้าหมายและความตั้งใจก็คือวันหนึ่งข้างหน้า เราจะมุ่งมั่นไปคว้าเส้นชัยนั้นให้จงได้ ด้วยเหตุนี้เป้าหมายในชีวิตจึงต้องชัดเจน ส่วนชีวิตที่ไร้เป้าหมายก็เหมือนกับชีวิตที่ไม่มีเส้นชัย เดินหรือวิ่งไปก็เหนื่อยเปล่า เพราะขาดจุดหมายและเป้าหมายที่ชัดเจน ชีวิตจึงยากที่จะพบความสำเร็จได้ สำหรับคนที่วางเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน เป้าหมายก็จะเป็นตัวกระตุ้นให้เรามุ่งมั่นไปสู่เส้นชัยให้สำเร็จ แม้จะยากลำบากแค่ไหน เราก็จะมีความสำเร็จเป็นรางวัลชีวิตรออยู่ข้างหน้า ดังนั้น การตั้งเป้าหมายชีวิตจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยเป็นแรงผลักดันให้เกิดความพยายามมุ่งมั่น ทุ่มเท เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จของชีวิตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ มีคนเปรียบว่า การไร้เป้าหมายชีวิตก็เหมือนเรือลำน้อยที่กำลังล่องลอยเคว้งคว้างอยู่กลางทะเลลึก ไม่มีการขับเคลื่อน ไม่ขยับ ไม่มีทิศทาง เรือลำนั้นก็ไม่มีวันที่จะไปถึงฝั่งได้ เช่นเดียวกับคนที่ไม่มีเป้าหมายในชีวิต ชีวิตก็จะเปรียบเหมือนเรือที่ไม่มีทิศทาง จึงไม่อาจจะประสบความสำเร็จได้ เป้าหมายจะต้องมีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของการเดินทาง ไม่อย่างนั้นการเดินทางก็ไร้จุดหมายและทิศทางอย่างสิ้นเชิง การตั้งเป้าหมายมี 2 แบบ คือ การตั้งเป้าหมายในระยะสั้นและระยะยาว เป้าหมายระยะสั้นคือ เป้าหมายที่เป็นระยะสั้นๆ ระยะเวลาหนึ่ง และเป็นเป้าหมายที่ไม่ใหญ่เกินไป ส่วนเป้าหมายระยะยาวนั้นคือ ต้องใช้ความอดทน ความมุ่งมั่นที่กว่าจะไปถึงเส้นชัยตามเป้าหมายก็ต้องออกแรงมาก และเวลาก็จะเป็นตัวพิสูจน์ว่าเราจะมีความตั้งใจมุ่งมั่นแข็งแกร่งที่จะเดินไปสู่เป้าหมายให้สำเร็จแค่ไหนหรือไม่ วันนี้เราต้องตั้งเป้าหมายชีวิตให้กับตัวเอง […]

“เมื่อเจออุปสรรคในชีวิต” (กรุณาคลิ๊กอ่านที่หัวเรื่อง)

ไม่มีวิกฤตใดๆ ที่มนุษย์จะไม่สามารถผ่านพ้นได้ ดังนั้น ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา ซึ่งหากไม่ร้ายแรงจนถึงขั้นวิกฤตแล้ว จึงไม่ได้เหลือวิสัยที่เราจะแก้ไขได้ แต่ที่กลายเป็นปัญหาในการแก้ไขนั้น ก็เพราะว่าคนส่วนใหญ่เวลาเจอกับปัญหาก็ตกอกตกใจ และมองดูปัญหาที่เล็กน้อยให้เป็นปัญหาใหญ่ไปหมด แทนที่เราจะนิ่งและตั้งสติ ค่อยๆ คิดอ่านแก้ไขหาทางออก การแก้ไขก็อาจจะง่ายกว่าที่เราคิดเสียอีก แต่นี่กลับตรงกันข้าม เรามักจะตื่นตระหนกตกใจจนเกินกว่าที่เราจะควบคุมสติได้ จึงทำให้เรามองไม่เห็นทางออกว่าเราจะต้องแก้ไขอย่างไร ทำให้เสียเวลา และเครียดอยู่กับปัญหาและอุปสรรคโดยไม่จำเป็น บางคนกว่าจะตั้งสติและควบคุมตัวเองให้กลับจากความตื่นตระหนกได้ก็ใช้เวลา จนปัญหาลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่โต ซึ่งยากแก่การแก้ไขหนักเข้าไปอีก ซึ่งที่จริงแล้วถ้าเรานิ่งตั้งสติให้ดี ปัญหาทั้งหลายไม่ได้ยากเกินกว่าที่กำลังและสติปัญญาของมนุษย์จะแก้ไขได้ เจ้าเต่งสุนัขพันธุ์เฟรนช์บลูด๊อกที่ผมเลี้ยงไว้ที่บ้าน เจ้าเต่งชอบเปิดฝาขวด จะเป็นขวดอะไรก็ได้ ผมลองเอาขวดเปล่าหลายขนาดทั้งเล็กกลางและใหญ่ โยนให้เจ้าเต่งเปิดฝาขวด ผมจะปิดฝาให้แน่น เจ้าเต่งก็จะใช้อุปกรณ์เดียวที่มันมีอยู่คือปากกับฟัน ลงมือเปิดฝาขวดเหล่านั้นอย่างเอาเป็นเอาตาย ขณะที่พยายามเปิดฝาขวดอยู่นั้น ใครจะเอาอะไรมาหลอกล่อให้เจ้าเต่งเสียสมาธิยังไงๆ ไม่มีทาง เจ้าเต่งไม่สนใจและมุ่งมั่นใช้ปากเพื่อจะเปิดฝาขวดให้ได้เท่านั้น เจ้าเต่งหยุดก็ต่อเมื่อมันใช้ปากเปิดฝาขวดได้นั่นแหละ พอใช้ปากเปิดฝาขวดออกได้ เจ้าเต่งก็จะหยุดถอนหายใจแฮ่กๆ แล้วค่อยเดินละจากขวดไป เจ้าเต่งทำอย่างนั้นทุกครั้งที่เราโยนขวดเปล่าให้เปิดฝาขวด ถ้ายังเปิดไม่ได้ก็ไม่ยอมหยุด จนกว่าจะเปิดได้ถึงจะหยุดเป็นอย่างนี้จริงๆ บทเรียนที่ผมได้จากเจ้าเต่งก็คือ แม้จะเป็นเพียงสุนัขที่มีเพียงปากแต่เจ้าเต่งก็มุ่งมั่นเปิดฝาขวดให้ได้ จะยากยังไงก็ไม่ยอมแพ้ ใช้ทุกทางที่มันจะเปิดฝาขวดให้ได้ สุดท้ายก็ทำได้สำเร็จ มนุษย์เราเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติพิเศษที่มีอุปกรณ์ในตัวมากมาย ที่สามารถจะใช้แก้ปัญหาและอุปสรรคทั้งหลายได้ พระเจ้าทรงให้เรามีมันสมอง สติปัญญา มีมือมีเท้ามีปากและอะไรต่ออะไรอีกมากมาย ที่จะใช้เป็นอุปกรณ์เพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคทั้งหลายได้มากยิ่งกว่าสรรพสิ่งที่อยู่ในโลกนี้ เพียงแต่ขอให้เรามีความมุ่งมั่นมานะพยายามที่จะเดินหน้า เข้าสู้กับปัญหาหรืออุปสรรคทั้งหลายด้วยใจกล้า […]

“เพิ่มคุณค่าให้ชีวิต” (กรุณาคลิ๊กอ่านที่หัวเรื่อง)

ถ้าหากเราได้ตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตแล้ว สิ่งที่เราจะต้องทำอย่างจริงจังก็คือ สร้างความแข็งแกร่งให้กับชีวิตอย่างจริงจังเพิ่มขึ้น วันนี้มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ใช้ชีวิตอย่างไร้คุณค่า ชีวิตของผู้คนจะตกต่ำอย่างไรก็ไม่เคยคิดที่จะปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้ชีวิตเกิดคุณค่าเท่าที่ควร มิหนำซ้ำบางคนที่เกิดความเซ็งกับชีวิตมากๆ ก็ประชดชีวิตด้วยการพูดว่า “แล้วแต่เวรกรรม อะไรจะเกิดมันต้องเกิด ปล่อยให้เป็นเรื่องของบุญวาสนาจะพาไป” ก็เพราะอย่างนี้เอง คำว่าการเพิ่มคุณค่าให้กับชีวิตจึงไม่ค่อยจะมีความสำคัญ ต้องหันมาทำความเข้าใจกันใหม่ครับ คุณค่าของชีวิตที่พระเจ้าได้มอบให้กับเรานั้นมีอยู่มากมาย แต่เราไม่มีและไม่เห็นก็เพราะเราไม่ได้ค้นหาแล้วนำออกมาใช้ต่างหาก ยิ่งบางคนที่ชอบประเมินคุณค่าของตนเองต่ำจนทำให้คิดไปว่าตนนั้นไม่มีคุณค่าอะไรเลย สู้คนอื่นไม่ได้ เมื่อเขาคิดอย่างนี้ก็เลยทำให้คนๆ นั้น หันไปใช้ชีวิตในอีกด้านหนึ่งที่มีแต่คำว่าทำไม่ได้ หรือเป็นไปไม่ได้เต็มไปหมด ไม่ว่าสิ่งนั้นจะยากหรือง่ายก็ตาม เขาก็จะพูดว่าทำไม่ได้และเป็นไปไม่ได้ที่จะทำ ทั้งนี้ก็เพราะความเข้าใจผิดว่า เขาไม่มีคุณค่าพอที่จะทำให้สำเร็จได้นั่นเอง ให้เรามาเริ่มต้นสร้างและเพิ่มคุณค่าให้กับชีวิตของเรากันใหม่ เพื่อให้กลับคืนสู่ความเป็นจริงของชีวิตอีกครั้ง เพื่อความสุขสำเร็จ และความเป็นคนที่มีคุณค่าเหมือนกับคนอื่นๆ เขา แล้วความสุขที่คุณจะได้รับจากความสำเร็จ ก็จะเป็นรางวัลชีวิตของคุณอีกครั้ง อย่าปล่อยชีวิตให้พ้นไปวันๆ โดยที่คุณไม่ได้ทำอะไรให้เกิดคุณค่าขึ้นมาเลย อย่ามองตนเองในด้านลบ ให้มองในด้านบวก แล้วคุณก็จะเห็นและค้นพบคุณค่าของชีวิตได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะการมองในแง่ลบมันจะทำให้คุณเห็นภาพอีกด้านหนึ่ง ที่ทำให้เราเข้าใจผิดว่าเรานั้นไม่มีคุณค่าอะไรเลย แล้วความคิดผิดๆ นี้ก็จะฝังใจคุณจนทำให้มีความเชื่อตามความเข้าใจผิดๆ นั้น ตามภาพลบที่คุณเห็นนั้น สิ่งนี้เองก็เป็นเหตุอันหนึ่งที่ทำให้หลายๆ คนหลงทางอยู่ในทุกวันนี้ ดังนั้น ขอให้มั่นใจว่าคุณเองก็มีคุณค่าอันเป็นของประทานจากพระเจ้าเหมือนกับคนอื่น บางทีคุณอาจจะมีมากและดีกว่าคนบางคนด้วยซ้ำ เพียงแต่คุณต้องมั่นใจ และค้นหาคุณค่าที่มีอยู่ให้พบ และใช้คุณค่านั้นให้เกิดผลต่อชีวิตของคุณและคนอื่น ทิ้งความเข้าใจผิดๆ ที่เคยมีมาก่อน แล้วเริ่มหันมาเพิ่มคุณค่าให้กับชีวิต […]

“หนึ่งปาก..แต่สองหู” (กรุณาคลิ๊กอ่านที่หัวเรื่อง)

เคยคิดบ้างไหมคับว่า ทำไมคนเราถึงต้องมี “  หนึ่งปากแต่สองหู ” แสดงว่าพระเจ้าผู้ทรงเนรมิตสร้างมีพระประสงค์ อย่างใดอย่างหนึ่ง สำหรับการใช้อวัยวะทั้งสองดังกล่าวนี้ เพราะอวัยวะทั้งหลายที่มีอยู่ในตัวเรานั้น ล้วนแต่มีหน้าที่ทำงานประสานกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเราเองทั้งสิน

“อุทาหรณ์สอนชีวิต” (กรุณาคลิ๊กอ่านที่หัวเรื่อง)

“ความแตกต่างระหว่างผู้ชนะกับผู้แพ้” ผู้ชนะ- เมื่อพบว่ามีข้อผิดพลาดจะพูดว่า “ฉันทำผิดเอง” ผู้แพ้- เมื่อพบข้อผิดพลาดจะพูดว่า “ไม่ใช่ความผิดของฉัน” ผู้ชนะ- จะเผชิญกับปัญหา และลงมือแก้ปัญหานั้น ผู้แพ้- จะทำในทางตรงกันข้าม คือหลีกเลี่ยงปัญหานั้น ผู้ชนะ- จะลงมือทำงานให้ปรากฏผลงาน เป็นรูปธรรม ผู้แพ้- จะให้แต่คำสัญญาคือ มีแต่ลมปาก แต่ไม่ลงมือทำ ผู้ชนะ- จะพูดว่าฉันทำได้ดี แต่ยังไม่ดีพอเท่ากับที่ฉันต้องการ ผู้แพ้- จะพูดว่ายังมีคนอื่นอีกหลายคนที่มีผลงานแย่กว่าเขา ผู้ชนะ- จะยอมรับนับถือคนที่มีความสามารถเหนือกว่า และจะเรียนรู้จากเขาเหล่านั้น ผู้แพ้-จะทำในทางตรงกันข้ามและจะพยายามหาข้อผิดพลาดของคนที่เหนือกว่าเขา ผู้ชนะ- ต้องมีวิธีที่จะทำให้ดีขึ้นได้เสมอ ผู้แพ้- จะพูดว่า “นี่คือหนทางเดียวเท่านั้นที่จะทำได้” โดย : อาจารย์อำนวย  เรืองชาญ นักจัดรายการวิทยุ “เพื่อคุณกำลังใจ” องค์การก้าวไปสู่ความสว่าง

Journey into Light Thailand © 2016 Frontier Theme
ปิดโหมดสีเทา