เทศกาลเตรียมรับเสด็จ ธรรมชีวิตประจำวันพฤหัสบดีที่ 2 ธันวาคม 2021 “วงศ์วานของคุณเอง”

ข้อพระคัมภีร์: “ยิ่ง​กว่า​นั้น​อีก ​พระ​เจ้า​ตรัส​แก่​เจ้า​ว่า ​พระ​เจ้า​จะ​ทรง​ให้​เจ้า​มี​ราชวงศ์ เมื่อ​วัน​ของ​เจ้า​ครบ​แล้ว และ​เจ้า​นอน​พัก​อยู่​กับ​บรรพ​บุรุษ​ของ​เจ้า เรา​จะ​ให้​บุตร​ชาย​คน​หนึ่ง​ของ​เจ้า​เกิดขึ้น​สืบ​ต่อ​จาก​เจ้า​ผู้​ซึ่ง​เกิด​มา​จาก​ตัว​เจ้า​เอง​และ​เรา​จะ​สถาปนา​อาณาจักร​ของ​เขา เขา​จะ​เป็น​ผู้สร้าง​นิเวศ​เพื่อ​นาม​ของ​เรา​และ​เรา​จะ​สถาปนา​บัลลังก์​แห่ง​ราช​อาณาจักร​ของ​เขา​ให้​อยู่​เป็น​นิตย์ เรา​จะ​เป็น​บิดา​ของ​เขา และ​เขา​จะ​เป็น​บุตร​ของ​เรา…ราชวงศ์​ของ​เจ้า​และ​อาณาจักร​ของ​เจ้า​จะ​ดำรง​อยู่​ต่อ​หน้า​เจ้า​อย่าง​มั่นคง​เป็น​นิตย์ และ​บัลลังก์​ของ​เจ้า​จะ​ถูก​สถาปนา​ไว้​เป็น​นิตย์” (2 ซามูเอล 7:11ข-14ก, 16) กษัตริย์ดาวิดรักองค์พระผู้เป็นเจ้า ดังนั้น ท่านจึงมีความปรารถนาอย่างที่สุดในจิตใจของท่านที่จะทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อแสดงถึงความรักนั้น  ท่านรู้ว่าพระนิเวศของพระเจ้าคือเต็นท์เดินทางมาโดยตลอดนับตั้งแต่สมัยของโมเสสเมื่อหลายร้อยปีก่อน แม้ดาวิดเองอาศัยอยู่ในราชวัง นั่นดูไม่ถูกต้องสำหรับท่าน ดังนั้น ท่านจึงวางแผนสร้างพระวิหารที่มีสง่าราศีให้กับพระเจ้า แต่ท่านพบความประหลาดใจ พระเจ้าทรงส่งผู้เผยพระวจนะนาธันมาบอกท่านว่า “จงเลิกคิดถึงการสร้างนิเวศให้กับเรา เราจะสร้างราชวงศ์ที่มั่นคงเป็นนิตย์ให้กับเจ้า” แน่นอน พระเจ้าไม่ได้ตรัสถึงอาคารสถานที่ พระองค์ทรงกำลังเล่นถ้อยคำ คำว่า “นิเวศ” อาจหมายถึง “ครอบครัว” “วงศ์ตระกูล” หรือ “ผู้สืบเชื้อสาย” ก็ได้ พระเจ้าทรงตอบสนองความปรารถนาแห่งจิตใจของดาวิด นั่นคือ วงศ์วานของท่านคนหนึ่งจะประทับบนบัลลังก์ของอิสราเอลตลอดไปเป็นนิตย์ พระเจ้าจะไม่มีวันปฏิเสธวงศ์ตระกูลของดาวิดเหมือนกับที่พระองค์ได้กระทำกับกษัตริย์ซาอูล แน่นอน พระเจ้ากำลังตรัสถึงพระเยซู ซึ่งเป็นผู้สืบเชื้อสายในพงศพันธุ์ของดาวิดเองหลายชั่วคนต่อมา พระองค์จะไม่บังเกิดในวัง แต่จะนอนอยู่ในรางหญ้า พระองค์จะครอบครองจากกางเขน ไม่ใช่จากหอคอยงาช้าง และมงกุฎของพระองค์ทำมาจากหนาม แต่โดยการสิ้นพระชนม์และการคืนพระชนม์ของพระเยซู ดาวิดและผู้เชื่อจะมีบ้านนิรันดร์อยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้า เราจะไม่มีวันถูกปฏิเสธหรือถูกทอดทิ้ง พระเยซูคือวงศ์วานของเรา วงศ์ตระกูลของเรา […]

“พูดเรื่องราวที่ดีๆ ที่เคยมีต่อกัน”

เราเคยคิดกันบ้างไหมว่า เมื่อไรก็ตามที่ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและกันที่เคยเย็นชาไปบ้างนั้น ถ้าเราได้มีโอกาสพูดคุยถึงเรื่องราวดีๆ ที่เคยมีต่อกันมาก่อน จะช่วยรื้อฟื้นความทรงจำดีๆ ที่ประทับใจให้กลับคืนมาอีกครั้ง และอาจทำให้ความสัมพันธ์ที่กำลังห่างเหินแตกร้าวกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีกครั้ง เพียงเพราะเราได้พูดคุยย้อนให้นึกถึงภาพความทรงจำที่ดีๆ ที่เราเคยมีร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเวลาสุขหรือทุกข์ ล้วนแต่เป็นเรื่องราวที่ยากจะลืมได้ทั้งสิ้น แต่ถึงแม้วันนี้ความสัมพันธ์ของคุณที่มีร่วมกับคนในครอบครัว เพื่อนๆ หรือคนรักยังดีอยู่ไม่เปลี่ยนแปลงก็ตาม ถ้าเรามีโอกาสอยู่ร่วมกันเมื่อไรก็ตาม หากเราได้พูดเรื่องราวดีๆ ที่ผ่านมา จะช่วยให้ความผูกพันและความรักความเข้าใจเพิ่มพูนยิ่งๆ ขึ้นกว่าเดิมได้ด้วย โดยเฉพาะเวลาที่ไม่เข้าใจกันหรือโกรธเคืองกัน หากมีใครคนหนึ่งได้พูดถึงเรื่องดีๆ ที่เคยมีร่วมกัน ก็จะทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปในทางที่ดีได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะบางครั้งการที่เราได้นึกถึงสิ่งที่ดีๆ ที่เราเคยทำเพื่อกันและกันจะทำให้เราคิดได้ว่า เรื่องที่เราโกรธเคืองกันนั้นกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยกว่าความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีต่อกันมาก่อนอย่างที่เทียบกันไม่ได้เลย ดังนั้น การที่เรามีโอกาสพูดเรื่องดีๆ ที่เคยมีร่วมกันมาก่อน จึงเป็นอีกวิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง ที่จะช่วยสมานความสัมพันธ์ที่มีอยู่ หรือที่กำลังแตกร้าวให้กลับคืนมาสู่ความผูกพันอย่างเป็นปกติอีกครั้งได้ ลองดูนะครับ เริ่มพูดถึงเรื่องดีๆ ที่คุณกับเพื่อนๆ คนรัก หรือคนในครอบครัวที่เคยมีความสัมพันธ์ที่ดีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นเวลาไหนก็ได้ เช่น ในเวลาทำงาน ทำกิจกรรม พูดคุยสังสรรค์ ทานอาหารร่วมกัน หรือแม้แต่เวลาโกรธเคืองไม่เข้าใจกัน ก็จะช่วยสร้างบรรยากาศและรอยยิ้ม ที่จะทำให้เกิดความสดชื่น และความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไปอีกนาน สำหรับตัวคุณเองในทุกๆ วันของการใช้ชีวิตนั้น ถ้าเลือกที่จะนึกถึงแต่สิ่งที่ดีที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตที่ผ่านมาจะทำให้คุณมีความสุขได้อีกด้วย เพราะไม่ว่าเราจะตกอยู่ในสถานะใดๆ ก็ตาม การที่ได้ย้อนคิดถึงสิ่งดีๆ ที่เราได้เคยพบเจอนั้นจะทำให้เรารู้สึกว่าตนนั้นเป็นคนโชคดี […]

“มาอธิษฐานขอการปกป้องจากพระเจ้าของเรากันเถอะ”

“มาอธิษฐานขอการปกป้องจากพระเจ้าของเรากันเถอะ” พระวจนะของพระเจ้าทรงสอนเราทั้งหลายดังนี้ว่า ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ลี้ภัยในพระองค์ ขออย่าให้ข้าพระองค์ได้อายเลย ขอทรงช่วยกู้ข้าพระองค์ในความชอบธรรมของพระองค์ ขอทรงเงี่ยพระกรรณให้แก่ข้าพระองค์ ขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้รอดอย่างรวดเร็วเถิด ขอพระองค์ทรงเป็นพระศิลาลี้ภัยของข้าพระองค์ เป็นป้อมปราการเข้มแข็งที่จะช่วยข้าพระองค์ให้รอด พระเจ้าข้า พระองค์ทรงเป็นพระศิลาและเป็นป้อมปราการของข้าพระองค์ ขอทรงพาและนำข้าพระองค์ด้วยเห็นแก่พระนามของพระองค์ ขอทรงปลดข้าพระองค์ออกจากข่ายที่ดักข้าพระองค์อยู่ เพราะพระองค์ทรงเป็นที่ลี้ภัยของข้าพระองค์ ข้าพระองค์มอบจิตวิญญาณของข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ ข้าแต่พระเจ้า พระเจ้าสัตย์จริงพระองค์ทรงไถ่ข้าพระองค์แล้ว สดุดี 31 :1-5   Comments comments

“ทุกปัญหา…ต้องตัดที่ต้นตอ”

ทุกปัญหาจะมี “ต้นตอ” ของปัญหา ดังนั้น ถ้ามีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นก็จะเหมือนกับว่าเราได้ปลูก “ต้นไม้” ของปัญหาไว้ในจิตใจไปเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนั้นต้นตอของปัญหาก็จะเริ่มส่งผลของความวิตกกังวลอึดอัดใจ ท้อแท้ใจ และสิ้นหวังเกิดขึ้น นำไปสู่ความเครียดเพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่หยุดยั้ง ดังนั้น เมื่อมีปัญหาต้องรีบตัดต้นตอของปัญหาให้เร็วที่สุด ก่อนที่จะเติบโตสร้างความหนักใจให้เรากว่าที่ควรจะเป็น ปัญหาใดๆ ก็ตามถ้าเรารีบแก้ปัญหาได้เร็วเท่าไร ภาระที่จะทำความหนักอกหนักใจก็จะคลี่คลายและจบได้เร็วเท่านั้น ปัญหานั้นถึงแม้ว่าเราจะตัดออกไปจากใจเราได้แล้วก็ตาม ปัญหานั้นๆ ก็อาจจะไม่ได้ยุติหรือหายไปจากใจของเราอย่างเด็ดขาด เพราะที่เราแก้ไขไปนั้นเป็นเพียงแค่การตัด “ต้น” และ “กิ่ง” ของปัญหาเท่านั้นเอง อย่าคิดว่ามันจะจบสิ้นไปเลย ยังครับ เราตัดต้นและกิ่งไปแล้วก็ตาม แต่มันยังเหลือ “ตอ” ค้างคาใจเราอยู่ เพราะเป็นตอที่ฝังรากลึกที่โผล่ออกมาแค่นิดๆ เท่านั้นก็ตาม แต่พิษสงของมันยังเหลืออยู่ แม้ไม่รุนแรงก็ตาม แต่นานๆ หรือบ่อยครั้ง มันจะโผล่ออกมารบกวนใจเรา ให้เกิดความไม่สบายใจ แล้วก็อาจจะหายไปอีก แล้ววันหนึ่งก็จะโผล่ออกมารบกวนอีกซ้ำซากวนเวียนอยู่อย่างไม่มีวันจบ ลักษณะที่ว่านี้ก็เหมือนกับคนที่เคยมีปัญหาหรือมีความหลังนั้นเอง ถ้าหากคุณเจอลักษณะนี้และตกอยู่ในสภาพของคนที่มีความหลัง ที่มาสะกิดความรู้สึกให้เสียอยู่บ่อยๆ ก็ต้องรีบขุดราก “ต้นตอ” ของปัญหานั้น อย่าให้มันหลงเหลืออยู่อีก อาจจะมีคำว่า ถ้ามันเหลือกำลังเราที่จะขุดรากของ “ตอ” ที่เหลืออยู่ จะทำอย่างไร? […]

“สิ่งที่ฝันมันเป็นไปได้”

กล่าวกันว่าชีวิตคนนั้นจะยิ่งใหญ่ยังไงนั้น มันก็ขึ้นอยู่กับขนาดของความฝันที่เรามี เพราะความฝันนั้นคือ ประตูของการเริ่มต้นที่จะนำเราไปสู่ความสำเร็จตามความฝันของเราแต่ละคน ดังนั้น เมื่อเราจะเริ่มสร้างความฝัน ต้องฝันให้ใหญ่กว่าที่คุณเคยฝัน แล้วชีวิตคุณจะรุ่งโรจน์กว่าที่คุณเคยเป็นมาก่อน เพราะเหตุนี้เราจึงจำเป็นต้องฝึกตัวเองในอันดับแรกก็คือ กล้าที่จะฝันและฝันให้ใหญ่กว่าที่เคยเป็น มันก็เช่นเดียวกับการสร้างบ้าน เริ่มแรกเราก็ต้องรู้ก่อนว่าเราชอบบ้านแบบไหน ห้องแต่ละห้องจะแบ่งสรรเนื้อที่ออกเป็นอย่างไร จะใช้สีอะไรในแต่ละห้อง ต้องลงรายละเอียดทั้งหมด โดยมีการออกแบบให้ชัดเจน แล้วจึงค่อยลงมือก่อสร้างไปตามแบบแปลนที่ได้วางเอาไว้ การสร้างชีวิตก็เช่นกัน เราต้องเห็นภาพความสำเร็จโดยรวมก่อนว่า ชีวิตเราจะเดินไปในรูปแบบใด ชีวิตที่เราใฝ่ฝันไว้นั้นเราอยากจะเป็นอย่างไร? รายละเอียดของชีวิตเราในแต่ละด้าน เช่น ด้านการงาน การเงิน ชีวิตส่วนตัว ชีวิตครอบครัว สุขภาพ ความสัมพันธ์ทั่วๆ ไป สังคมโดยรวมและชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณ เมื่อรู้ชัดแล้วก็สามารถที่จะสร้างภาพฝันตามแบบที่วางไว้ เพื่อเดินหน้าทำความฝันนั้นให้กลายเป็นจริงต่อไป บางคนประสบความสำเร็จน้อยเกินไป ไม่ใช่เพราะเขาไม่มีสมรรถภาพในการสร้างฝัน หากแต่เป็นเพราะเขาฝันเล็กเกินไป เพราะเขากลัวว่าหากทำใหญ่เกินตัว อาจจะไม่ประสบความสำเร็จได้ ด้วยเหตุนี้ชีวิตคนเหล่านี้จึงมีชีวิตอยู่ในกรอบเล็กๆ และเป็นชีวิตเล็กๆ ที่ไม่เคยพบความก้าวหน้า ซึ่งเป็นเพราะเขาไม่เคยฝัน เพราะเขาไม่เชื่อว่ามันจะเป็นจริงได้ ทำให้เกิดความกลัวที่จะลองฝันและทำตามฝัน เพราะกลัวว่าจะทำไม่ได้ กลัวผิดหวัง กลัวเสียใจ และเมื่อกลัวความกล้าก็ไม่มี ก็เลยเลิกความฝันไปโดยปริยาย วันนี้ใครยังปล่อยชีวิตไปตามยถากรรมชนิดที่ว่า ชีวิตมันจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่เวรกรรม สุดแต่ฟ้าดินจะเมตตา ลองคิดทบทวนชีวิตดูอีกครั้งหันมาลองสร้างความฝันที่จะทำอะไรให้กับชีวิต ที่ประสบความสำเร็จเหมือนคนอื่นดูบ้าง เพื่อทดสอบความสามารถของเรา […]

Journey into Light Thailand © 2016 Frontier Theme
ปิดโหมดสีเทา