Author: admin
วันที่ 24 ก.ค. 69
“เพราะว่าเราเกลียดชังการหย่าร้าง และความทารุณ…เพราะฉะนั้น จงระวังตัวให้ดี อย่าเป็นคนทรยศ”
นี่คือคำตักเตือนของพระเจ้าต่อชนชาติอิสราเอลที่ละทิ้งคู่ครองของตนและผิดพันธสัญญาการสมรส บางคนหย่าร้างภรรยาที่แต่งงานกันมาตั้งแต่หนุ่มสาวเพื่อไปหาคู่ครองใหม่ ซึ่งพระเจ้าทรงถือว่าเป็นการทรยศต่อทั้งคู่ครองและต่อพันธสัญญาที่มีต่อพระองค์ พระเจ้าทรงเกลียดการหย่าร้างไม่ใช่เพราะทรงปรารถนาจะลงโทษมนุษย์ แต่เพราะการแตกสลายของความสัมพันธ์นำมาซึ่งความเจ็บปวด ความไม่ซื่อสัตย์ และความเสียหายต่อครอบครัว พระองค์ทรงปรารถนาให้สามีภรรยาดำเนินชีวิตด้วยความรัก ความซื่อสัตย์ และการรักษาพันธสัญญาที่มีต่อกัน พระเจ้าทรงเรียกให้ผู้เชื่อรักษาความสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าและต่อคู่ครองของตน พระเจ้าทรงให้คุณค่ากับความซื่อสัตย์ในชีวิตสมรสและความสัมพันธ์ การดำเนินชีวิตด้วยความรัก ความรับผิดชอบ และการรักษาพันธสัญญาเป็นการถวายเกียรติแด่พระองค์ผู้ทรงสัตย์ซื่อต่อประชากรของพระองค์เสมอ ข้าแต่พระเจ้า ผู้ทรงสัตย์ซื่อและทรงเปี่ยมด้วยความรักนิรันดร์ ขอพระองค์ทรงครอบครองจิตใจของข้าพระองค์ ให้มั่นคงในความรัก ความสัตย์ซื่อ และความรับผิดชอบต่อครอบครัว ต่อคู่สมรส ต่อพี่น้อง และเหนือสิ่งอื่นใดคือ ต่อพระองค์ ผู้ทรงรักและทรงอดทนต่อข้าพระองค์เสมอ ขอทรงประทานหัวใจที่ซื่อสัตย์ มั่นคง และยึดมั่นในพันธสัญญาแห่งความรัก ขอทรงให้ชีวิตของข้าพระองค์สะท้อนพระลักษณะของพระคริสต์…
“ทำไมท่านมองเห็นผงที่อยู่ในตาพี่น้องของท่าน แต่กลับมองไม่เห็นไม้ทั้งท่อนที่อยู่ในตาของตนเอง”
ก่อนการตัดสินผู้อื่นในเรื่องใดหรือสิ่งใดนั้น พระเยซูคริสต์ พระองค์ได้ทรงเตือนสาวกของพระองค์ว่า ไม่ให้รีบจับผิดหรือตำหนิผู้อื่น ขณะที่ตนเองยังมีความบกพร่องหรือบาปที่ไม่ได้รับการแก้ไข โดยเปรียบเที่ยบว่าผงที่อยู่ในตาพี่น้องเปรียบถึงความผิดเล็กน้อยของผู้อื่น ส่วนไม้ทั้งท่อนในตาของตนเองที่เปรียบถึงความผิดหรือจุดบกพร่องที่ร้ายแรงกว่า แต่กลับมองไม่เห็น แน่นอนว่า พระเยซูไม่ได้ทรงห้ามการตักเตือนผู้อื่น แต่ทรงสอนให้เราเริ่มต้นด้วยการกลับใจและแก้ไขชีวิตของตนเองก่อน แล้วจึงช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความรักและความถ่อมใจ ไม่ใช่ด้วยท่าทีแห่งการพิพากษา ขอให้เราหมั่นตรวจสอบจิตใจของตนเอง ยอมรับความบกพร่อง และพึ่งพาพระคุณของพระเจ้าอยู่เสมอ เพราะผู้ที่ถ่อมใจและรู้จักสำรวจตนเอง จะสามารถช่วยเหลือและหนุนใจผู้อื่นได้อย่างถูกต้องและเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ข้าแต่พระเจ้า ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา ขอพระองค์ทรงอย่าให้ข้าพระองค์เป็นคนที่รีบร้อนตัดสินหรือจับผิดผู้อื่น แต่ขอทรงประทานจิตใจที่ถ่อมสุภาพและรู้จักสำรวจตนเองอยู่เสมอ ขอทรงให้ข้าพระองค์ระลึกว่าตนเองก็เป็นคนบาปที่ต้องพึ่งพาพระคุณของพระองค์ไม่ต่างจากผู้อื่น ขอทรงขจัดความหยิ่งผยองและอคติออกไปจากใจของข้าพระองค์ หากข้าพระองค์ต้องแนะนำหรือตักเตือนผู้ใด ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำให้กระทำด้วยความรัก ความอ่อนโยน และสติปัญญาที่มาจากพระองค์ มิใช่ด้วยใจที่พิพากษาหรือต้องการยกตนเหนือผู้อื่น ขอทรงให้ชีวิตของข้าพระองค์สะท้อนพระลักษณะของพระคริสต์…
“คนที่ดูหมิ่นพระวจนะก็ทำลายตนเอง แต่คนที่นับถือพระบัญญัติจะได้รับบำเหน็จ”
พระวจนะของพระเจ้าได้เปรียบเทียบอย่างชัดเจนระหว่างผลลัพธ์ของความโอหังและความยำเกรง ว่าพระวจนะและพระบัญญัตินั้นไม่ได้หมายถึงเพียงข้อบังคับ แต่คือสติปัญญาและคำสอนในการดำเนินชีวิตจากพระเจ้า คนที่ดูหมิ่นหรือเพิกเฉยต่อคำเตือนสติจากพระวจนะก็เท่ากับกำลังพาตัวเองไปสู่ความหายนะ และทำลายอนาคตของตนเองด้วยความประมาท ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่เอาใจใส่ ให้ความเคารพ และปฏิบัติตามพระบัญญัติด้วยใจถ่อม ย่อมได้รับบำเหน็จหรือพระพรจากพระเจ้า ซึ่งไม่ใช่เพียงรางวัลในเชิงวัตถุ แต่คือชีวิตที่ปลอดภัย มีสันติสุข และเต็มไปด้วยสติปัญญาที่นำทางไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง ข้าแต่พระเจ้า ผู้ทรงพระคุณและพระพร ขอทรงโปรดอย่าให้ท่าทีแห่งความโอหัง การดูหมิ่น หรือการเพิกเฉยต่อพระวจนะของพระองค์เกิดขึ้นในใจของข้าพระองค์เลย ขอทรงทำลายความดื้อดึงและขอทรงโปรดประทานดวงใจที่อ่อนสุภาพ ยำเกรง และตระหนักในคุณค่าอันสว่างไสวแห่งพระคำของพระองค์อยู่เสมอ ขอพระองค์ทรงโปรดประทานกำลังและสติปัญญาแก่ข้าพระองค์ เพื่อให้มีใจที่เชื่อฟังและพร้อมที่จะกระทำตามพระบัญญัติของพระองค์ในทุกๆ วัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งธรรมบัญญัติแห่งความรักที่พระองค์ทรงมอบไว้ ขอทรงเจิมหัวใจของข้าพระองค์ให้เต็มล้นด้วยความรักแบบพระองค์ เพื่อที่ข้าพระองค์จะสามารถรักพระเจ้าสุดจิตสุดใจ และรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเองได้อย่างแท้จริง ขอทรงให้ชีวิตของข้าพระองค์เป็นผู้นำพระพรและสะท้อนความดีงามของพระองค์ออกไปผ่านความรักและการกระทำนี้ด้วยเถิด…


