“ฝ่ายพระองค์จึงตรัสสั่งพวกสาวกว่า เจ้าทั้งหลายจงออกไปทั่วโลก ประกาศข่าวประเสริฐแก่มนุษย์ทุกคน”

จงออกไป…นี่คือพระมหาบัญชาหรือคำสั่งเสียสุดท้ายที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของพระเยซูคริสต์ที่มีต่อเหล่าศิษย์ ก่อนที่พระองค์จะทรงเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ เป็นคำสั่งเฉพาะให้พวกสาวกรวมถึงผู้เชื่อไม่ให้หยุดอยู่แค่ในพื้นที่ที่ตนเองคุ้นเคย แต่ให้ขยายไปสู่ทุกคนไม่ว่าเขาผู้นั้นจะเป็นใคร ชนชาติใดหรือเชื้อชาติใด ในการข่าวประเสริฐข่าวดี ในเรื่องที่พระเจ้าทรงรักมนุษย์ การเสด็จมาของพระเยซูเพื่อทรงไถ่บาปให้แก่คนทั้งปวง อันเป็นความหวังเรื่องชีวิตนิรันดร์และการคืนดีกับพระเจ้า คำสั่งนี้ระบุชัดเจนว่า ทุกคน โดยไม่แบ่งแยกชนชั้น วรรณะ ยากดีมีจน หรือสีผิว เป็นการประกาศว่าความรอดและความเมตตาของพระเจ้านั้นเป็นของฟรีและเปิดกว้างสำหรับมนุษยชาติทั้งมวล ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์โมทนาขอบพระคุณพระองค์สำหรับความรักและพระคุณที่ทรงมีในชีวิตของข้าพระองค์ วันนี้ข้าพระองค์ขอถวายตัวและหัวใจไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ ขอทรงโปรดใช้ข้าพระองค์ ทรงให้ข้าพระองค์เป็นเครื่องมือที่ใช้การได้ของพระองค์ ขอทรงเปิดตาใจให้ข้าพระองค์มองเห็นโอกาส และทรงเปิดปากของข้าพระองค์ให้กล้าที่จะประกาศข่าวประเสริฐแห่งความรอดแก่ผู้ที่ยังไม่รู้จักพระองค์ ขอทรงประทานกำลังเพราะข้าพระองค์รู้ดีว่าด้วยกำลังของมนุษย์นั้นจำกัด แต่โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ข้าพระองค์จะมีกำลังเรี่ยวแรงใหม่ที่จะไม่เหนื่อยล้าในการทำพันธกิจของพระองค์ ขอทรงเติมความรักและความอดทนให้เต็มล้นในใจข้าพระองค์เสมอ ขอทรงนำหน้าข้าพระองค์ในทุกย่างก้าว ทรงประทานถ้อยคำที่เหมาะสม สติปัญญาที่มาจากเบื้องบน…

Continue reading

“ถ้าท่านรับการทรงชุบให้เป็นขึ้นมาด้วยกันกับพระคริสต์แล้ว ก็จงแสวงหาสิ่งซึ่งอยู่เบื้องบนในที่ซึ่งพระคริสต์ทรงสถิตอยู่”

การ “แสวงหาสิ่งซึ่งอยู่เบื้องบน” หมายถึง การเปลี่ยนความสนใจและเป้าหมายจากการยึดติดกับค่านิยมทางโลก ไม่ว่าจะเป็นอำนาจ ความโลภ หรือความพึงพอใจชั่วคราว แล้วหันเป้าหมายไปสู่ที่คุณค่าเป็นนิรันดร์ และสิ่งที่สอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า เพราะพระคริสต์ทรงสถิตอยู่เบื้องบน คือเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า ดังนั้น การแสวงหาสิ่งนี้จึงหมายถึงการดำเนินชีวิตโดยมีพระคริสต์เป็นศูนย์กลาง ให้ความรักและการให้อภัย เข้ามาเป็นเป้าหมายแทนที่ความโกรธแค้น ให้ความถ่อมตัวเข้าไปแทนที่ความจองหองอวดตัว และดำเนินในความบริสุทธิ์ของพระเจ้าทั้งทางความคิดและการกระทำ สำหรับผู้เชื่อ ข้อความนี้เตือนสติว่าพวกเขาได้ “ตาย” ต่อชีวิตเก่าและ “เป็นขึ้นมาใหม่” พร้อมกับพระคริสต์ ดังนั้นการดำเนินชีวิตและทุกๆ การตัดสินใจ ควรสะท้อนถึงความเป็นประชากรของพระเจ้า มากกว่าการถูกหล่อหลอมรวมให้กระทำตามกระแสโลก ข้าแต่พระเจ้าผู้สูงสุด ขอบพระคุณพระองค์สำหรับชีวิตใหม่ที่พระองค์ทรงประทานให้แก่ข้าพระองค์ผ่านการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ ในเวลานี้…

Continue reading

“แต่พระองค์ซึ่งพระเจ้าได้ทรงให้เป็นขึ้นมานั้น มิได้ประสบความเน่าเปื่อยเลย”

ความตายทั่วไป กับ การฟื้นคืนพระชนม์นั้น เป็นสิ่งที่ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ เพราะในมนุษย์ทุกคนไม่ว่าเขาจะเป็นใคร เมื่อตายและถูกฝังหรือถูกเผา ร่างกายก็เน่าเปื่อยหรือแปลสภาพไปตามธรรมชาติของมนุษย์ แต่สำหรับพระเยซู พระเจ้าทรงชุบให้พระองค์ฟื้นจากความตายในวันที่สาม ร่างกายของพระเยซูไม่ได้ผุพังหรือกลายเป็นฝุ่นผงอยู่ในอุโมงค์ฝังศพ เพราะพระองค์ทรงฟื้นคืนพระชนม์ก่อนที่กระบวนการย่อยสลายตามธรรมชาติจะเกิดขึ้น แสดงถึงความบริสุทธิ์และการเอาชนะอำนาจของความตาย พระองค์ทรงเป็นอมตะและมีชัยเหนือวงจรการเสื่อมสลายของโลกใบนี้ พระเยซูทรงแตกต่างจากมนุษย์ทุกคน เพราะพระเจ้าทรงทำให้พระองค์ฟื้นจากความตายด้วยร่างกายที่สง่าราศีและเป็นอมตะ ไม่ต้องกลับไปสู่ความตายหรือการเสื่อมสลายอีกเลยซึ่งเป็นต้นเหตุให้มนุษย์ที่เชื่อวางใจในพระองค์จะได้รับการชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตายในวันแห่งพระเจ้า ข้าแต่พระยาห์เวห์ พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ ข้าพระองค์ขอน้อมวันทาสรรเสริญพระองค์ด้วยสุดจิตสุดใจ ขอบพระคุณพระองค์สำหรับพระเยซูคริสต์พระบุตร พระองค์ทรงให้พระบุตรเป็นผู้พิชิตความตายและอำนาจของความมืด ขอบพระคุณพระเยซูคริสต์พระบุตรที่การฟื้นพระชนม์ของพระองค์นั้น เป็นพันธสัญญาอันทรงพลังที่ส่งผลมาถึงชีวิตของข้าพระองค์ เพราะพระองค์ทรงฟื้นขึ้นมา ข้าพระองค์จึงมั่นใจว่าความตายไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นประตูสู่ชีวิตนิรันดร์ร่วมกับพระองค์ ขอทรงโปรดให้ความหวังใจนี้เต็มล้นในใจของข้าพระองค์และพี่น้องผู้เชื่อทุกคน เพื่อให้เราดำเนินชีวิตด้วยความกล้าหาญ ไม่หวั่นไหวต่อความทุกข์ยากในโลกนี้ เพราะข้าพระองค์รู้แน่ว่าเพราะพระองค์ทรงพระชนม์อยู่เป็นนิตย์…

Continue reading

“ธัมมะที่บริสุทธิ์ไร้มลทินต่อพระพักตร์พระเจ้าและพระบิดานั้น คือการเยี่ยมเยียนเด็กกำพร้าและหญิงม่ายที่มีความทุกข์ร้อน และการรักษาตัวให้พ้นจากราคีของโลก”

ในสายพระเนตรของพระเจ้า ชีวิตที่แสดงออกจริงมีผลมากว่าพิธีกรรมหรือคำพูด แต่เป็นชีวิตที่แสดงออกจริง เพราะพระเจ้าทรงมองที่ใจ การดำเนินชีวิตและความจริงที่อยู่ภายในจิตใจ การเยี่ยมเยียนเด็กกำพร้าและหญิงม่ายเป็นการลงมือทำด้วยความรัก เพราะเด็กกำพร้าและหญิงม่ายคือกลุ่มที่อ่อนแอ ขาดการดูแล ถูกละเลยในสังคม การเยี่ยมเยียน นำการช่วยเหลือ การดูแล การแบ่งปัน การยืนเคียงข้างในความทุกข์ นี่คือภาพของความรักที่เป็นรูปธรรม ส่วนการรักษาตัวให้พ้นจากราคีของโลกคือ การดำเนินชีวิตในความบริสุทธิ์ฝ่ายจิตวิญญาณ เป็นการสะท้อนพระลักษณะของพระเจ้า ในความรัก ความเมตตา และความบริสุทธิ์นั่นเอง ข้าพระองค์ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับความรักมั่นคงที่ทรงมีต่อชีวิตของข้าพระองค์ในทุกวัน ในเวลานี้ข้าพระองค์ขอวางใจและชีวิตไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ ขอทรงนำและปกป้องข้าพระองค์ไว้ในทางของพระองค์ ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำย่างเท้าของข้าพระองค์ ขอทรงโปรดปกป้องดวงตา ความคิด และจิตใจของข้าพระองค์ให้พ้นจากราคีและความเสื่อมทรามของโลกนี้ เพื่อข้าพระองค์จะดำเนินชีวิตอย่างบริสุทธิ์และเป็นภาชนะที่สะอาดสำหรับใช้ในพระราชกิจของพระองค์ ขอทรงโปรดประทานใจที่เมตตา…

Continue reading

“พระเจ้าทรงชูทุกคนที่กำลังจะล้มลง และทรงยกทุกคนที่โน้มตัวลงให้ลุกขึ้น”

การโน้มตัวลงต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า ไม่ได้หมายถึงความพ่ายแพ้ แต่หมายถึงความถ่อมใจ คือการยอมรับว่าเราเป็นมนุษย์ที่มีข้อจำกัด และยอมวางความทิฐิหรือความพยศของตนเองลงต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า เมื่อเราถ่อมใจลงไม่พึ่งพากำลังหรือสติปัญญาของตนเองเพียงอย่างเดียว พระเจ้าจะทรงประทานพระคุณและยกชูเราขึ้นตามวาระเวลาของพระองค์ สำหรับคนที่ชีวิตกำลังเผชิญกับมรสุมจนต้องโน้มตัวลงด้วยความเหนื่อยล้า พระเจ้าทรงสัญญาว่าพระองค์จะทรงเป็นผู้ที่ยื่นพระหัตถ์มาพยุงให้เขากลับมายืนหยัดได้ใหม่อีกครั้งด้วยศักดิ์ศรีและการยกชูของพระเจ้านั้นแตกต่างจากโลกมนุษย์ โลกอาจยกชูคนที่มีอำนาจ แต่พระเจ้าทรงยกชูคนที่มีใจถ่อมและยอมจำนนต่อพระทัยพระองค์ เมื่อเรายอมมอบภาระนั้นให้พระเจ้า พระองค์จะทรงเป็นผู้ประคองและนำพาเราไปสู่เกียรติและศักดิ์ศรีที่พระองค์เตรียมไว้ให้ ข้าแต่พระบิดาเจ้า พระผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระสิริและพระเมตตา ข้าพระองค์เข้ามาพึ่งพิงพระองค์ในยามที่จิตใจอ่อนล้าและหมดกำลังจากการเผชิญมรสุมแห่งการดำเนินชีวิต ในวันที่โลกนี้ดูเหมือนหนักอึ้งเกินกว่าจะแบกรับ การต่อสู้ดิ้นรนทำให้ข้าพระองค์อ่อนแรงลง ข้าพระองค์ขอวางทุกความกังวลและความท้อแท้ลงที่แทบพระบาทของพระองค์ ข้าพระองค์ยอมจำนนและโน้มตัวลงต่อพระพักตร์พระองค์ด้วยความถ่อมใจ ขอพระองค์ทรงระลึกถึงพระสัญญาที่จะทรงยกชูผู้ที่ถ่อมตัวลง ขอทรงยื่นพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์มาพยุงข้าพระองค์ให้ลุกขึ้นยืนหยัดได้อีกครั้ง ท่ามกลางพายุและมรสุมที่พัดผ่าน ขอทรงเติมกำลังใหม่ แรงใจใหม่ และสติปัญญาใหม่ให้แก่ข้าพระองค์ เพื่อที่ข้าพระองค์จะก้าวข้ามผ่านอุปสรรคทั้งปวงไปได้ ไม่ใช่ด้วยกำลังของข้าพระองค์เอง แต่ด้วยพระคุณอันล้นพ้นของพระองค์ เพื่อให้ชีวิตของข้าพระองค์ที่ถูกยกชูขึ้นนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์…

Continue reading