Category: บทความหนุนใจ

บทความหนุนใจ

“ความสำคัญของคำว่า :: ครอบครัว” (เชิญคลิ๊กอ่านที่หัวเรื่อง)

บางครั้งเพราะเรามุ่งมั่น และทุ่มเทเวลาให้กับงานและความรับผิดชอบ เพราะอยากให้ทุกอย่างที่เราทำสำเร็จไปตามเป้าหมาย จนกระทั่งเราลืมนึกถึงครอบครัวที่เราทิ้งไว้เบื้องหลัง ซึ่งที่จริงแล้วครอบครัวคือสิ่งสำคัญที่เป็นอันดับหนึ่งของเราทุกคน ด้วยเหตุนี้เองที่มีบางคนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีความเจริญก้าวหน้า แต่ชีวิตครอบครัวเขากลับมีแต่ความล้มเหลว ไม่มีความสุขในครอบครัว หากเป็นเช่นนี้แล้ว  เราจะบอกว่าคนๆนั้นประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างแท้จริงคงไม่ได้ คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตนั้น แม้เขาจะต้องทุ่มเทเวลาให้กับงานและรับผิดชอบอีกมากมายก็ตาม แต่เขาจะไม่เคยลืมคิดและให้ความสำคัญกับครอบครัวแม้ว่าเขาต้องรับผิดชอบอะไรต่ออะไรอีกมากมายก็ตาม แต่เขาจะไม่เคยลืมคิดและให้ความสำคัญกับความครัว เพราะที่เขาทุ่มเททั้งกายใจ ทำงานหนักนั้น ก็เพราะเขาทำเพื่อให้กับครอบครัวเพื่อทุกคนจะได้มีความสุขร่วมกัน ซึ่งนี้คือสิ่งสำคัญที่สุดของเขาในชีวิต และด้วยเหตุดังกล่าวนี้ ในประเทศที่เขาเจริญ เขาจะมี “วันครอบครัว” ซึ่งจะเป็นวันสำคัญ สำหรับคนในครอบครัว จะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาอย่างพร้อมเพียง เพื่อใช้เวลาที่จะรำลึกถึงความรัก ความสุขที่มีต่อกันและกันในเวลาปีต่อปีที่ผ่านมา คนที่ประสบความสำเร็จทั้งหลายจึงยืนยันว่า เพราะความสำคัญที่เขาได้ให้กับครอบครัวนี่เอง จึงเป็นจุดเริ่มต้น แห่งความสำเร็จของพวกเขา พูดง่ายๆก็คือ ในหัวใจของพวกเขานั้นจะเต็มไปด้วยความผูกพันและความสำคัญที่เขาได้มอบให้กับครอบครัว ซึ่งทำให้รู้สึกอบอุ่นใจ และมีกำลังใจมากขึ้นด้วย ดังนั้นไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน หรือทำอะไรก็ตาม ขอให้นึกถึงครอบครัว และเอ่ยถึงคนที่คุณรักในครอบครัวอยู่เสมอ มันจะทำให้คุณมีกำลังใจ และเกิดพลังในการใช้ชีวิตอย่างมากมาย นอกจากนี้ เราต้องให้เวลากับครอบครัวอย่างคงเส้นคงวา แม้เราจะยุ่งกับการงาน จนแทบไม่มีเวลาเป็นของตัวเองก็ตาม ครอบครัวก็ต้องมาก่อน เพราะถ้าพูดถึงเวลาทำงานแล้ว ทุกแห่งก็จะมีกำหนดเวลาทำงานที่ชัดเจน แล้วเวลาหลังเลิกงานก็ยังมีเวลาอีกมาก ที่คุณจะจัดเวลาเป็นของทุกคนในครอบครัวได้อย่างพอเพียง คนที่พูดเสมอว่า ทำงานหนักและยุ่งเกินไป จนกระทั่งไม่มีเวลานั้น มันเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น […]

“ชีวิตเรียบง่าย..ไม่ใช่ยากไร้” (กรุณาคลิ๊กอ่านที่หัวเรื่อง)

อย่าได้ไปมองว่า คนที่แต่งกายง่ายๆนุ่งกางเกงขาสั้น เสื้อยืดคอกลมหรือใส่เสื้อม่อฮ่อมเก่าๆ แต่ไม่เคยแต่งกายด้วยเสื้อผ้าแบรนด์เนมนั้น เขาจะต้องเป็นคนยากไร้ หรือมีความตระหนี่ขี้เหนียวอะไรนะครับ แต่ที่เขาแต่งกายดูง่ายๆสบายๆนั้นก็เป็นเพราะว่า เขาใช้ชีวิตเรียบง่าย ก็เลยหันมาใช้ชีวิตแบบนี้ คนเราชอบดูที่การแต่งกายเป็นตัวกำหนดฐานะความเป็นอยู่ของคน ซึ่งก็ไม่แน่ว่าจะจนหรือว่ารวยเสมอไป ผมมีเพื่อนสนิทอยู่คนหนึ่ง ฐานะความเป็นอยู่ของเขาเรียกว่าอยู่ในระดับที่มีเงินทองใช้จ่ายอย่างสบาย เขาไปใช้ชีวิตที่สหรัฐอยู่พักหนึ่ง ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมเขา เขาได้ชวนผมไปที่ฟลอริด้า โดยตั้งใจจะไปดูเรือยอร์ช ซึ่งฟลอริด้าเป็นแหล่งขายเรือยอร์ชสำหรับเศรษฐีมากมายหลายแห่ง วันนั้นผมแต่งตัวให้ดูดี เพราะกลัวว่าเขาจะดูแคลนเอา ส่วนเพื่อนผมใส่ขาสั้นเสื้อยืดสีขาวตัวหนึ่ง แถมใส่รองเท้าแตะฟองน้ำอีกด้วย เราไปที่ร้านขายเรือยอร์ชที่ใหญ่และหรูหราแห่งหนึ่ง.. คนขายฝรั่งมองดูเราอย่างไม่ไว้ใจ คงคิดว่ากระเหรียงมาจากไหน… มีลูกค้าใส่สูทอยู่สองสามคนในร้าน และมีคนขายคอยให้ความสะดวก แนะนำด้วยท่าทีที่เอาอกเอาใจ ส่วนเราสองคนไม่มีเซลล์แมนคนไหนมาให้คำแนะนำเลย พอลูกค้าใส่สูทเดินออกจากร้าน เพื่อนผมก็เรียกคนขายมาบอกว่า เขาตกลงจะซื้อเรือยอร์ชลำหนึ่ง ที่เขาดูแล้วพอใจ คนขายมองเพื่อนผมแบบไม่เชื่อหูตัวเอง เขาถามว่าลำไหน? เพื่อนผมชี้ให้ดู คนขายก็บอกราคาเรือลำนั้น เพื่อนผมก็ตกลงซื้อทันทีด้วยเงินสด ตอนนี้เองคนขายอีก3-4คน เข้ามาเชิญเราเข้าไปนั่งในห้องรับแขก vip หาน้ำชากาแฟมาเสิร์ฟทันที ด้วยท่าทางพินอมพิเทา ผิดจากตอนแรกๆ ที่เราเข้าไปในร้าน แทบน่ามือเป็นหลังมือ นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งในหลายๆคน ที่ทำตัวเป็นคนที่มีชีวิตเรียบง่าย แต่ไม่ใช่เพราะ “ยากไร้” เพียงเพราะเขาอยากทำตัวให้เรียบง่ายธรรมดาๆ บางคนบอกให้เหตุผลว่า เขาเคยใช้ชีวิตแบบฟุ่มเฟือยหรูหรา และเป็นชีวิตที่เร่งรีบมาก่อน แต่เมื่อเขาได้ค้นพบว่าชีวิตที่เรียบง่ายและมีความสุขกับสิ่งที่เขามี […]

“ชีวิตผ่อนคลายจะสบายอารมณ์” (เชิญคลิ๊กชมที่หัวเรื่อง)

มองไปทางไหน ก็เห็นมีแต่คนเครียดกันเยอะแยะไปหมด ก็น่าเห็นใจครับ เพราะการดิ้นรนสู้กับความเป็นอยู่มันหนักขึ้น ก็ต้องเครียดกันบ้างเป็นธรรมดา แต่ความเครียดนั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพจิตและสุขภาพกายครับ ปล่อยให้มันเข้ามาครอบงำเราบ่อยๆ อันตรายครับ ต้องไม่เครียด แต่ถ้ามันมีอะไรที่จะทำให้เครียดก็ไม่ว่ากัน แต่ต้องรีบคลายความเครียดให้เร็วที่สุด ด้วยการพักผ่อนคลายความเครียด ชีวิตก็จะกลับมาสู่ความรื่นรมย์อีกครั้ง การผ่อนคลายนั้นจำเป็น เหมือนเราหายใจเข้าแล้วก็ต้องหายใจออก คนเราเมื่อทำงานหนักติดต่อกันมานาน ก็ต้องหาเวลาให้ร่างกายและจิตใจได้พักผ่อนคลายความเครียดความกังวลทั้งหลาย ให้สบายกายสบายใจหายเหนื่อยก่อน แล้วก็ค่อยกลับไปสู้ชีวิตต่อ คนที่เคยคลุกคลีทำงานกับฝรั่งมานาน จะรู้ดีว่าเวลาทำงานเขาทำกันจริงไม่มีเล่น แต่พอถึงเวลาพัก เขาก็พักกันจริงๆ ทุกคนทำงานหนักทั้งปี เก็บเงินไว้ก้อนหนึ่งเพื่อการพักผ่อน พอหยุดสิ้นปีเขาจะไปพักผ่อน เดินทางไปยังสถานที่ที่เขาวางแผนเอาไว้ล่วงหน้า ใกล้บ้างไกลบ้างตามแต่กำลังเงินของแต่ละคน สนุกพักผ่อนอย่างเต็มที่ พอถึงเวลาทำงานก็กลับมาทำงานกันต่ออย่างจริงจังอีกครั้ง ถึงเวลาพักก็ต้องพักและก็พักกันอย่างจริงจัง เพราะเขาทำอย่างนี้ ฝรั่งจึงไม่ค่อยเป็นโรคเครียดอย่างเรา อย่างคนไทยเราบางคนเขาคิดว่าเงินทองเป็นสิ่งจำเป็นจะเหนื่อยแสนเหนื่อย แต่เพื่อให้เงินมาก็ต้องยอมเหนื่อย เรื่องพักผ่อนไม่เคยได้เจอ ปีทั้งปีหรือบางคนทำงานหนักหลายปีติดต่อกันโดยไม่เคยได้พักผ่อนเลย ไม่ช้าโรคภัยก็เข้ามาเยือน สุดท้ายชีวิตก็สั้นลงกว่าที่ควรจะเป็น ฉะนั้นเมื่อถึงเวลาที่ต้องพักผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยทั้งหลายก็ต้องพัก วางทุกอย่างไว้ก่อน พักผ่อนเพื่อเรียกกำลังกายกำลังใจให้กลับคืนมาสู่ร่างกายจิตใจของเราก่อน ส่วนใครจะพักผ่อนด้วยวิธีไหนก็มีเยอะแยะให้เลือก ขอให้ชีวิตได้ผ่อนคลายก็แล้วกัน ใครจะเลือกใช้วิธีไหนก็ดูตามกำลังของแต่ละคน คนที่ไม่ชอบเดินทางก็พักผ่อนอยู่ที่บ้านดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือที่เราชอบเพื่อการผ่อนคลาย นอกจากการผ่อนคลายชีวิตด้วยการพักผ่อนแล้ว การผ่อนคลายอีกด้านหนึ่ง คือ การผ่อนคลายอารมณ์ ก็จะมีผลดีต่อสุขภาพโดยเฉพาะด้านจิตใจ ด้วยการคิดในแง่บวก มองโลกในแง่ดี […]

“จะสู้..เมื่อจะต้องสู้” (กรุณาคลิ๊กอ่านที่หัวเรื่อง)

ไม่ว่าใครที่มีชีวิตอยู่บนผืนโลกใบนี้ เขาคนนั้นก็เปรียบเหมือนนักสู้ ที่อยู่บนเวทีผืนใหญ่ ที่ต้องสู้โดยมีชีวิตเป็นเดิมพัน เพื่อความอยู่รอด เมื่อขึ้นเวทีแห่งการต่อสู้แล้ว การต่อสู้ในทุกรูปแบบก็จะเริ่มต้น พร้อมหรือไม่อย่างไร ก็ต้องสู้เพราะไม่มีทางเลือก ด้วยเหตุนี้เอง เราผู้เป็นนักสู้จึงต้องเรียนรู้ เกี่ยวกับการต่อสู้ว่าแต่ละรูปแบบนั้นจะวางแผนอย่างไร จะต้องสู้อย่างไรเมื่อไร ทั้งการรุกการรับ  สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่มีผลที่จะนำเราไปสู่ชัยชนะได้ทั้งนั้น  นักสู้นั้นต้องมีร่างกายเป็นตัวตั้งโดยมีสติปัญญาเป็นอุปกรณ์สำคัญที่จะใช้วางแผนอย่างรอบคอบว่า จะสู้ยังไง แบบไหน จะสู้เมื่อต้องสู้ จะถอยตั้งหลักเมื่อต้องถอย  ต้องมีจังหวะ ไม่ใช่ว่าเราจะใช้กำลังที่คิดว่าเหนือกว่า เข้าห้ำหั่นชนิดม้วนเดียวจบ แต่สำหรับนักสู้มืออาชีพนั้น เขาจะใช้สติปัญญาเป็นตัวกำหนดในการต่อสู้ หากขืนคิดว่าข้านี้แน่ ไม่ประเมินกำลังของตัวเองก่อนให้รอบคอบ  เมื่อนั้นความพ่ายแพ้ก็อาจจะตามมาได้ คนบางคน อยู่ในสังคมของคนหมู่มากไม่ได้ เพราะเป็นคนไม่ยอมใคร ไม่มีห้ามล้อ ไม่มีการยับยั้ง ไม่รู้จังหวะรับหรือรุก ไม่ยอมฟังคำแนะนำ หรือความคิดเห็นของคนอื่น เพราะคิดเสมอว่าความคิดของตัวเองนั้นถูกต้องอยู่เสมอ เหมือนอุทาหรณ์ในพระคริสตคัมภีร์ เรื่องคนฉลาดและคนโง่   คนโง่สร้างบ้านบนทราย พอน้ำพัดซัดมาบ้านก็พังลง ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นคนฉลาดเขาสร้างบ้านบนพื้นศิลา มีรากฐานมั่นคงแข็งแรง เวลาที่มีลมพายุพักเข้ามา บ้านก็นิ่งด้วยความแข็งแรง ไม่พังลงเหมือนบ้านที่สร้างบนพื้นทราย นี่คือผลของมันที่แตกต่างกันในความแข็งแรงอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นเราจึงต้องเลือกว่า เราจะเป้นคนที่สร้างบ้านบนพื้นทรายหรือจะสร้างบ้านไว้บนพื้นศิลา อีกเหตุผลหนึ่ง ที่จะรู้ได้ว่าใครใช้สติปัญญาในการต่อสู้กับชีวิต โดยเขาจะต้องเป็นคนอย่างไร  เขาจะต้องเป็นคนฉลาด ใช้สติปัญญาเป็นอุปกรณ์ในการต่อสู้.. มีจังหวะที่จะสู้ […]

“ฉลาดแต่แกล้งโง่” (กรุณาคลิ๊กอ่านที่หัวเรื่อง)

แม้ว่าเราจะมีความเป็นคนฉลาดก็ตาม แต่ในบางครั้ง  ก็จำต้องทำเป็นแกล้ง “ โง่ ” เพื่อให้การอยู่ร่วมกันกับคนอื่น เป็นไปอย่างกลมกลืนปราศจากปัญหา คนที่ทำได้ดังกล่าวนี้ จะอยู่ร่วมกับคนอื่นๆได้ดีกว่าบางคนที่ “ อวดฉลาด ” อยู่ตลอดเวลา ใครจะพูดเรื่องอะไร หรือมีความคิดเห็นอย่างไร เขามักจะอวดฉลาด รู้ดีกว่าและถูกต้องกว่าคนอื่นอยู่เสมอ จึงกลายเป็นปัญหา  ที่ทำให้เกิดความหมั่นไส้ ไม่ชอบขี้หน้ากันได้ง่าย ที่เราได้พบเห็นอยู่เสมอ นอกจากรู้จักทำตัวเป็นคน “ แกล้งโง่ ” เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้แล้ว การรู้จักแกล้งโง่ ยังทำให้เราได้เรียนรู้ความคิดและสิ่งดีๆจากคนอื่น เพื่อจะได้นำสิ่งดีๆ มีประโยชน์เหล่านั้น มาปรับให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตเราอีกด้วย  ดังนั้นจึงเห็นว่าคนที่ฉลาดจริงๆ จะไม่ชอบทำตัวว่าตัวเองฉลาดต่อหน้าคนอื่น ไม่ว่าสิ่งนั้น เขาจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม เพราะเหตุนี้เอง จึงทำให้เขาเป็นที่รักที่ชื่นชอบของคนรอบข้าง และเขาก็ได้ใช้โอกาสเหล่านี้ เก็บความคิดอ่านทั้งหลายที่เขาได้รับ แล้วนำมาพัฒนาความคิดของเขาเอง ให้เกิดความฉลาดรอบรู้ มากขึ้นอีกด้วย ไม่ว่าเราจะรู้จริงหรือไม่ก็ตาม แต่การแสดง “ อวดรู้ ” อาจทำให้คนอื่นไม่ชอบเราได้ ถ้าเราอยากจะรู้ว่าในสายตาของคนอื่นนั้น เราเป็นคนอวดรู้หรือเปล่า ให้ลองสังเกตดูว่า เวลาที่เราพูดคุยกับคนอื่นนั้น เรามักจะทำตัวอย่างไร ถ้าเราพร่ำแต่ในสิ่งที่ตนเองรู้ […]

Journey into Light Thailand © 2016 Frontier Theme
ปิดโหมดสีเทา