“สดุดีแด่ผู้ทรงถูกเจิมขององค์พระผู้เป็นเจ้า บุตรชายผู้ยิ่งใหญ่กว่าของดาวิด สดุดีในเวลาที่กำหนดไว้ การครองโลกของพระองค์เริ่มต้น พระองค์เสด็จมาทำลายการกดขี่ เพื่อปลดปล่อยเชลยให้เป็นไท เพื่อลบล้างการล่วงละเมิดและปกครองในความเที่ยงธรรม
“เหล่าราชาจะคุกเข่าลงต่อพระพักตร์พระองค์และนำทองคำและกำยานมาถวาย บรรดาประชาชาติจะเทิดทูนพระองค์ ประชาชนจะแซ่ซ้องสรรเสริญพระองค์ คำอธิษฐานจะไปสู่พระองค์อย่างไม่สิ้นสุดและคำปฏิญาณจะขึ้นไปหาพระองค์ทุกวัน อาณาจักรของพระองค์เพิ่มพูนขึ้น แผ่นดินของพระองค์ไม่มีวันสิ้นสุด”
ดาวิดเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่เหมือนบทเพลงของเราบรรยายถึงท่าน ท่านยึดเยรูซาเล็ม พิชิตศัตรูของท่าน และขยายเขตแดนของอิสราเอล ซาโลมอนบุตรชายของดาวิดเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่เช่นกัน พระเจ้าทรงอวยพรท่านด้วยสติปัญญาและความมั่งคั่ง ทองคำหลั่งไหลเข้าสู่อาณาจักรของท่านอย่างมากจน “ไม่มีที่ทำด้วยเงินเลย เงินนั้นถือว่าเป็นของไม่มีค่าอะไรในสมัยของซาโลมอน” (1 พงษ์กษัตริย์ 10:21ข)
ระยะหลังอาณาจักรที่ปกครองโดยดาวิดและซาโลมอนเริ่มมาถึงวาระสิ้นสุด ประเทศแตกสลายโดยสงครามกลางเมืองซึ่งถูกยึดครองโดยมหาอำนาจต่างชาติ แต่กระนั้นพระเจ้าทรงสัญญากับดาวิดว่าจะมีกษัตริย์อีกองค์หนึ่งบังเกิดมาในราชวงศ์ของท่าน เหมือนที่ทำนายไว้โดยผู้พยากรณ์ เมื่อเวลากำหนดมาถึง “บุตรชายที่ยิ่งใหญ่กว่าของดาวิด” (คือพระเยซูผู้ทรงถูกเจิมขององค์พระผู้เป็นเจ้า) ทรงบังเกิดในเบธเลเฮม แม้พระเยซูในสภาพของทารกน้อยทรงรับเอาทองคำ กำยาน และมดยอบซึ่งเป็นเครื่องบรรณาการพระราชา แต่อาณาจักรของพระองค์ไม่ได้ถูกสร้างบนทรัพย์สมบัติและอำนาจฝ่ายโลก เมื่อพระเยซูทรงอยู่ในโลกหลายคนคาดหวังให้พระองค์พิชิตเหล่าศัตรูของพระองค์ในสงครามเหมือนที่ดาวิดบรรพบุรุษของพระองค์เคยทำ คนเหล่านั้นต้องการให้พระองค์ทรงทำลายการกดขี่ของโรมซึ่งเป็นผู้ครอบครองเขาและรื้อฟื้นความรุ่งเรืองของอิสราเอลให้กลับไปสู่ประเทศชาติที่เขาเคยรู้จัก
บุตรชายผู้ยิ่งใหญ่กว่าของดาวิดคือ พระเมสสิยาห์ที่ทรงสัญญาไว้ ประชาชนคาดหวังและเฝ้ารอคอยการเสด็จมาของพระองค์ แต่เมื่อพระองค์เสด็จมา พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์อีกแบบหนึ่งที่ผิดคาดซึ่งแตกต่างจากบรรพบุรุษราชวงศ์ของพระองค์ พระเยซูไม่ได้เสด็จมาพิชิตศัตรูฝ่ายโลกแต่เสด็จมาเพื่อทำลายอำนาจกดขี่ของความตายและซาตาน พระองค์เสด็จมาเพื่อปลดปล่อยเชลยให้เป็นอิสระจากความบาป พระเยซูไม่ได้ทรงถูกยกชูขึ้นสู่บนบัลลังก์งาช้างและทองคำเหมือนกับซาโลมอน พระเยซูทรงถูกยกชูขึ้นบนกางเขน เขาสวมมงกุฎหนามให้พระองค์เพื่อเยาะเย้ยความเป็นกษัตริย์ของพระองค์ พระองค์ไม่ได้ทรงเข้าสู่สงครามในฐานะนักรบผู้นำหน้ากองทัพใหญ่โต แต่พระองค์ทรงต่อสู้ในฐานะผู้อ่อนแอและเหยื่อที่หมดทางสู้ซึ่งถูกตอกตรึงบนกางเขน พระองค์ทรงแบกบาปของโลกไว้ในพระกายของพระองค์เองและทรงทนทุกข์กับการถูกลงโทษด้วยความตายเพื่อความบาปเหล่านั้น พระเยซูทรงพิชิตด้วยการตายและการเป็นขึ้นมาจากความตาย แม้กระทั่งกษัตริย์ดาวิดผู้ยิ่งใหญ่เองก็ไม่เคยทำสิ่งนั้น ด้วยการดลใจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ดาวิดทำนายถึงชัยชนะเหนือความตายของบุตรชายที่ยิ่งใหญ่กว่าของท่านว่า “เพราะพระองค์มิได้ทรงมอบข้าพระองค์ไว้กับแดนผู้ตายหรือให้ธรรมิกชนของพระองค์ต้องเห็นปากแดนนั้น” (สดุดี 16:10) อาณาจักรฝ่ายโลกของดาวิดและซาโลมอนมาถึงจุดสิ้นสุด แต่อาณาจักรของพระเยซู (ซึ่งเป็นอาณาจักรสำหรับประชาชนของทุกชาติ) ยังคงกำลังขยายออกไป นี่คืออาณาจักรที่จะไม่มีวันสิ้นสุด
เราอธิษฐาน: พระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้า จอมกษัตริย์และพระผู้ช่วยให้รอด ข้าพระองค์อธิษฐานขอให้ชีวิตของข้าพระองค์และคำพยานของข้าพระองค์จะช่วยทำให้อาณาจักรของพระองค์ขยายออกไป อาเมน
คำถามเพื่อการใคร่ครวญ:
- คุณคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญหรือไม่ที่ผู้นำของประเทศหนึ่งจะอธิษฐานต่อพระเจ้า
- ดาวิดและซาโลมอนใกล้ชิดกับพระเจ้าด้วยวิธีใด สิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อวิธีการปกครองของท่านอย่างไร
- เรารู้ได้อย่างไรว่าอาณาจักรของพระเยซูยิ่งใหญ่กว่าอาณาจักรใดๆ บนแผ่นดินโลก
© : Lutheran Hour Ministries

