กิจการ 1:15-16ก, 20-21, 22ข-23ก, 24ก, 26 – คราวนั้นเปโตรจึงได้ยืนขึ้นท่ามกลางพี่น้องทั้งหลายซึ่งประชุมกันอยู่ มีรวมทั้งสิ้นประมาณร้อยยี่สิบคนและกล่าวว่า “ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย จำเป็นจะต้องสำเร็จตามพระคัมภีร์ ซึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ตรัสไว้โดยโอษฐ์ของกษัตริย์ดาวิด ด้วยเรื่องยูดาส … ด้วยมีคำเขียนไว้ในพระธรรมเพลงสดุดี … ‘ขอให้อีกผู้หนึ่งมายึดตำแหน่งของเขา’ “เหตุฉะนั้น ในบรรดาคนที่เป็นพวกเดียวกับเราเสมอตลอดเวลาที่พระเยซูเจ้าได้เสด็จเข้าออกกับเรา … คนหนึ่งในพวกนี้จะต้องเป็นพยานกับเรา ว่าพระองค์ได้ทรงคืนพระชนม์แล้ว” เขาทั้งหลายจึงเสนอชื่อคนสองคน … พวกศิษย์จึงอธิษฐาน … เขาทั้งหลายจึงจับฉลากกัน และสลากนั้นได้แก่มัทธีอัส จึงนับเขาเข้ากับอัครทูตสิบเอ็ดคนนั้น
นี่เป็นเรื่องราวที่แปลกประหลาด ข้าพเจ้าไม่แน่ใจเลยว่าเปโตรทำถูกแล้วที่พยายามหาคนมาแทนยูดาสด้วยวิธีนี้ หรือว่ากลุ่มผู้เชื่อทั้งหมดควรจะรออีกสักสองสามวันให้พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาเสียก่อนที่จะตัดสินใจครั้งสำคัญเช่นนี้!
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม นั่นอาจไม่สำคัญมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนนี้ สิ่งที่สำคัญคือ สิ่งที่เปโตรพูดถูกอย่างแน่นอน นั่นก็คือ จำเป็นต้องมีพยานรู้เห็นการคืนพระชนม์ของพระเยซู
เพราะการคืนพระชนม์ของพระเยซูเป็นแรงผลักดันหลักที่ทำให้คริสตจักรยุคแรกประกาศพระวจนะอย่างอิสระและเติบโตอย่างรวดเร็ว แม้จะอยู่ภายใต้ภัยคุกคามถึงชีวิต พวกเขารู้ว่าพระเยซูทรงทนทุกข์และสิ้นพระชนม์ และพระเจ้าพระบิดาได้ทรงให้พระองค์คืนพระชนม์จากความตาย มีพยานที่สามารถยืนยันได้ว่าพระองค์ทรงคืนพระชนม์มากกว่า 500 คน! (ดู 1 โครินธ์ 15:6) เรายังคงพึ่งพาคำพยานของพวกเขาแม้ในปัจจุบัน ซึ่งบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ใหม่
และบรรดาผู้เชื่อเหล่านั้นก็รู้ว่าการที่พระเจ้าทรงให้พระเยซูเป็นขึ้นจากความตายหมายความว่าอะไร นั่นคือพระเจ้าทรงประทับตรารับรองทุกสิ่งที่พระเยซูตรัสและทรงกระทำเพื่อเรา พระเจ้าจะไม่ทรงให้คนโกหกเป็นขึ้นจากความตาย เพราะการที่พระเจ้าทรงให้พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย เราจึงรู้ว่าทุกสิ่งที่พระเยซูตรัสกับเราเป็นความจริงของพระเจ้า และเราสามารถไว้วางใจได้ตลอดไป
แล้วพระองค์ตรัสอะไรกับเรา
พระองค์ทรงเชิญชวนให้เรามาหาพระองค์และติดตามพระองค์ (ดู มัทธิว 16:24) พระองค์ตรัสว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร เป็นพระเมสสิยาห์ (ดู มัทธิว 11:2-6) พระองค์ตรัสว่าพระองค์ทรงเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า (ดู ยอห์น 14:8-11; ยอห์น 10:30) พระองค์ทรงสัญญาว่าจะประทานการพักสงบ สันติสุข และการอภัยโทษแก่เรา (ดู มัทธิว 11:28-30) พระองค์ตรัสว่าพระองค์จะไม่ทรงปฏิเสธเรา (ดู ยอห์น 6:37) พระองค์ทรงสัญญาว่าจะทรงอยู่กับเราตลอดไป (ดู มัทธิว 28:20) พระองค์ทรงสัญญาว่าจะส่งพระวิญญาณบริสุทธิ์มาสถิตอยู่ในเราและทรงทำงานผ่านเรา (ดู ยอห์น 14:16-17) พระองค์ทรงสัญญาว่าจะทรงทำให้เราทุกคนเป็นขึ้นจากความตายในวันสุดท้าย (ดู ยอห์น 6:40) พระองค์ตรัสว่าพระองค์จะเสด็จกลับจากสวรรค์เพื่อรับเรากลับบ้าน เพื่อเราจะได้อยู่กับพระองค์ตลอดไป (ดู ยอห์น 14:3)
การคืนพระชนม์ของพระเยซูมีความสำคัญ ดังที่เปาโลเขียนไว้ว่า “และถ้าพระคริสต์ไม่ได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมา ความเชื่อของท่านก็ไร้ประโยชน์ ท่านก็ยังตกอยู่ในบาปของตน และคนทั้งหลายที่ล่วงหลับในพระคริสต์ก็พินาศไปด้วย ถ้าในชีวิตนี้ พวกเราซึ่งอยู่ในพระคริสต์มีแต่ความหวังเท่านั้น เราก็เป็นพวกที่น่าสังเวชที่สุดในบรรดาคนทั้งปวง แต่ความจริงพระคริสต์ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว และทรงเป็นผลแรกในพวกคนทั้งหลายที่ได้ล่วงหลับไปแล้วนั้น” (1 โครินธ์ 15:17-20)
เราอธิษฐาน: ขอบคุณองค์พระผู้เป็นเจ้าที่พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์และคืนพระชนม์เพื่อเรา ขอทรงเสริมสร้างความเชื่อมั่นของข้าพระองค์ในพระองค์ อาเมน
คำถามเพื่อการใคร่ครวญ:
- ลองค้นหาข้อพระคัมภีร์บางข้อในข้อความข้างต้นว่าพระเยซูทรงสัญญาอะไรกับเราบ้าง
- ถ้าพระเยซูไม่ได้เป็นขึ้นมาจากความตาย ศาสนาคริสต์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร (จะมีศาสนาคริสต์อยู่หรือไม่)
- มีเหตุผลอื่นๆ อีกมากมายที่การเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูมีความสำคัญ คุณนึกถึงเหตุผลเหล่านั้นได้ไหม
© : Lutheran Hour Ministries

