ธรรมชีวิตประจำวันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน 2026 “จิตสำนึกและความซื่อสัตย์”

โรม 14:10-12 – แต่ตัวท่านเล่า เหตุไฉนท่านจึงกล่าวโทษพี่น้องของท่าน หรือท่านผู้เป็นอีกฝ่ายหนึ่ง เหตุไฉนท่านจึงดูหมิ่นพี่น้องของท่าน เพราะว่าเราทุกคนต้องยืนอยู่หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระเจ้า เพราะมีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสว่า “เรามีชีวิตอยู่แน่นอนฉันใด ทุกคนจะคุกเข่ากราบเรา และทุกลิ้นจะสรรเสริญพระเจ้า” ฉะนั้น เราทุกคนจะต้องทูลเรื่องราวของตัวเองต่อพระเจ้า

ในปัจจุบัน ผู้รับใช้อาจกล่าวถึงหลักฐานการพิพากษาของพระเจ้าในโลกของเราบ่อย ๆ เพราะมีอยู่มากมายเหลือเกิน แต่ก็มีอันตรายบ้างเล็กน้อยที่พวกเขาจะเทศน์มากเกินไปเกี่ยวกับพระพิโรธของพระเจ้าและการพิพากษาครั้งสุดท้ายของพระองค์ อย่างไรก็ตาม ดังที่อัครทูตเปาโลบอกเราว่า “เราทุกคนต้องยืนอยู่หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระเจ้า”

มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับจิตสำนึก เราต่างรู้ความแตกต่างระหว่างความดีและความชั่วโดยไม่ต้องมีใครบอก แต่ถ้าหากเราเพิกเฉยต่อเสียงของจิตสำนึก เสียงนั้นก็จะอ่อนแอลงหรือแทบจะเงียบสนิทไปเลย อันที่จริงแล้ว การกระทำผิดซ้ำซากและการปิดกั้นเสียงภายในที่คอยเตือนสติว่าอะไรถูกอะไรผิด จิตสำนึกก็อาจถูกเผาไหม้จนใช้งานไม่ได้เลย (ดู 1 ทิโมธี 4:1-2)

พระบัญญัติของพระเจ้าทำให้เรารู้สึกผิดบาป และจิตสำนึกของเราก็ยืนยันคำตัดสินนั้นเช่นกัน แต่เรื่องยังไม่จบเพียงเท่านี้ จิตสำนึกของเราไม่ใช่แค่เสียงที่รบกวนใจ แต่เป็นของขวัญจากพระเจ้า ซึ่งเปิดเผยความพยายามของเราที่จะปกปิดบาป และทำให้เราเผชิญกับการพิพากษาอันชอบธรรมของพระเจ้าอย่างชัดเจน และ (ขอขอบคุณพระเจ้า!) ที่จิตสำนึกเปิดเผยถึงความต้องการพระเมตตาที่พระองค์ทรงมอบให้แก่คุณและข้าพเจ้าในพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์

เราทุกคนล้วนเป็นคนบาป กษัตริย์ดาวิดและคนอื่น ๆ อีกมากมายทราบเรื่องนี้ดี “เพราะข้าพระองค์ทราบถึงการละเมิดของข้าพระองค์แล้ว และบาปของข้าพระองค์อยู่ต่อหน้าข้าพระองค์เสมอ ข้าพระองค์ได้ทำบาปต่อพระองค์ต่อพระองค์เท่านั้น และได้กระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรพระองค์ ทั้งนี้เพื่อพระองค์จะทรงยุติธรรมในคำพิพากษา และไร้ตำหนิในการพิพากษานั้น ดูเถิด ข้าพระองค์ถือกำเนิดมาในความผิดบาป และมารดาตั้งครรภ์ข้าพระองค์ในบาป” (สดุดี 51:3-5)

อัครทูตเปาโลรู้สึกถึงความรู้สึกผิดชอบชั่วดีขณะที่ท่านต่อสู้กับการทำสิ่งที่ถูกต้องและผิด เช่นเดียวกับดาวิดก่อนหน้าท่าน เปาโลเข้าใจสภาพความเป็นมนุษย์ของตนต่อหน้าพระเจ้า “ด้วยว่าในตัวข้าพเจ้าคือในตัวของข้าพเจ้าไม่มีความดีประการใดอยู่เลย เพราะว่าเจตนาดีข้าพเจ้าก็มีอยู่ แต่ซึ่งจะกระทำการดีนั้นข้าพเจ้าหาได้กระทำไม่ ด้วยว่าการดีนั้นซึ่งข้าพเจ้าปรารถนาทำ ข้าพเจ้าไม่ได้กระทำ แต่การชั่วซึ่งข้าพเจ้ามิได้ปรารถนาทำ ข้าพเจ้ายังทำอยู่” (โรม 7:18-19)

จิตสำนึกที่เฉียบแหลมของเปาโลเป็นพรอย่างหนึ่งที่ช่วยชี้นำการรับใช้ของท่านและทำให้คำสอนของท่านมีความน่าเชื่อถือ “ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเห็นว่าเป็นกฎธรรมดาอย่างหนึ่งคือ เมื่อใดที่ข้าพเจ้าตั้งใจจะกระทำความดี ความชั่วก็พร้อมที่จะผุดขึ้น เพราะว่าส่วนลึกในใจของข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าชื่นชมในธรรมบัญญัติของพระเจ้า แต่ข้าพเจ้าเห็นมีกฎอีกอย่างหนึ่งอยู่ในกายของข้าพเจ้า ซึ่งต่อสู้กับกฎแห่งจิตใจของข้าพเจ้า และชักนำให้ข้าพเจ้าอยู่ใต้บังคับกฎแห่งบาป ซึ่งอยู่ในกายของข้าพเจ้า โอย ข้าพเจ้าเป็นคนน่าสมเพชอะไรเช่นนี้ ใครจะช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากร่างกายนี้ซึ่งเป็นของความตายได้ ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเจ้า โดยทางพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา ฉะนั้น ทางด้านจิตใจของข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าเชื่อฟังกฎของพระเจ้า แต่ด้านฝ่ายเนื้อหนังของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเป็นทาสของกฎแห่งบาป” (โรม 7:21-25)

เราอธิษฐาน: ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้จิตสำนึกของข้าพระองค์นำการกระทำต่าง ๆ ขณะที่ข้าพระองค์แสวงหาการรับใช้พระเยซูด้วยสุดจิตสุดใจ อธิษฐานในพระนามของพระองค์ อาเมน

คำถามเพื่อการใคร่ครวญ:

  1. จิตสำนึกของคุณเป็น “แนวทาง” ที่เชื่อถือได้ในสถานการณ์ที่น่าสงสัยหรือไม่
  2. คุณเข้าใจความรู้สึกของเปาโลที่อยากทำความดีแต่ก็ยังทำผิดพลาดอยู่ดีหรือไม่
  3. มีวิธีการใดหรือไม่ที่จะฝึกจิตสำนึกของคุณให้มีลักษณะเหมือนพระคริสต์มากขึ้นในการตัดสินใจของคุณ

© : Lutheran Hour Ministries

Comments are closed.