ลักษณะของมนุษย์ในยุคสุดท้ายหรือช่วงเวลาที่ผู้คนห่างจากพระเจ้า แม้ภายนอกอาจยังดูมีศาสนาอยู่ก็ตาม แต่สภาพจิตใจของมนุษย์ที่เสื่อมลงเรื่อยๆ ปัญหาหลักไม่ใช่เทคโนโลยีหรือสังคมแต่คือ จิตใจของมนุษย์ คือมนุษย์จะเห็นแก่ตัว เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง คิดถึงประโยชน์ตนก่อนเสมอ สนใจแต่ความสุขตัวเอง ไม่แคร์ผลกระทบต่อผู้อื่นฉันต้องมาก่อน เห็นแก่เงินรักเงินมากกว่าความถูกต้อง วัดคุณค่าชีวิตด้วยทรัพย์สิน ทำทุกอย่างเพื่อเงิน เย่อหยิ่งยโส ยกตัวเองสูง ดูถูกคนอื่น ไม่ยอมรับการสอน ความหยิ่งเป็นรากของการต่อต้านพระเจ้า ใช้อำนาจกดคนอื่น ชอบด่าว่าใช้คำพูดทำร้าย ดูหมิ่น ไม่เชื่อฟังคำบิดามารดา และไม่ยอมอยู่ใต้ระเบียบใดๆ อกตัญญู ไม่รู้คุณคน ลืมพระคุณคน ไร้ศีลธรรม ไม่มีขอบเขตทางจริยธรรม ความบาปกลายเป็นเรื่องธรรมดา มองสิ่งผิดกลายเป็นเรื่องปกติในสังคม ซึ่งตรงข้ามกับพระวจนะของพระเจ้าที่ทรงสั่งสอนไว้ จงอย่าปล่อยให้โลกกำหนดมาตรฐานชีวิตเพราะสิ่งที่โลกเรียกว่าปกติ อาจไม่ถูกต้องในสายพระเนตรพระเจ้า เมื่อมนุษย์รักตัวเองมากกว่าพระเจ้าสังคมจะค่อยๆ พังลง แต่เมื่อใดมนุษย์กลับมาหาพระเจ้าหัวใจจะถูกฟื้นฟูในทางของพระเจ้าอีกครั้ง
ข้าแต่พระเจ้า ผู้ทรงบริสุทธิ์และทรงชอบธรรม ข้าพระองค์รู้ว่าหัวใจมนุษย์นั้นอ่อนแอและง่ายต่อการหลงไปตามทางของโลกนี้ ขอพระองค์ทรงช่วยข้าพระองค์ไม่ให้เป็นคนที่เห็นแก่ตัวที่คิดถึงแต่ตนเองและประโยชน์ของตน ขอทรงช่วยข้าพระองค์ไม่ให้ตกอยู่ใต้อำนาจของความเห็นแก่เงิน ขอพระองค์ทรงรื้อถอนความเย่อหยิ่งและความยโสออกจากหัวใจของข้าพระองค์ ขอทรงอย่าให้ข้าพระองค์ยกตนเหนือผู้อื่นหรือคิดว่าตนเองดีพอโดยไม่ต้องพึ่งพระองค์ ขอทรงชำระคำพูดของข้าพระองค์อย่าให้ปากของข้าพระองค์ใช้เพื่อด่าว่าทำร้าย หรือเหยียดหยามผู้อื่น แต่ขอให้คำพูดของข้าพระองค์เต็มไปด้วยความรัก ความเมตตา และความจริง ขอพระองค์ทรงสอนข้าพระองค์ให้รู้จักเชื่อฟัง ให้เกียรติ และมีหัวใจที่อ่อนสุภาพต่อบิดามารดาและผู้ที่พระองค์ทรงตั้งไว้ ขอทรงอย่าให้ข้าพระองค์ลืมพระคุณของพระองค์และลืมผู้ที่เคยช่วยเหลือข้าพระองค์ ขอทรงให้ข้าพระองค์ยึดมั่นในทางของพระองค์ มั่นคงในความจริงของพระวจนะ และไม่ไขว้เขวไปจากน้ำพระทัยของพระองค์ ข้าพระองค์ขอวางใจในพระคุณของพระองค์จึงกราบทูลและทูลขอต่อพระองค์ในพระนามพระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน
เพราะมนุษย์จะเห็นแก่ตัว เห็นแก่เงิน เย่อหยิ่ง ยโส ชอบด่าว่า ไม่เชื่อฟังคำบิดามารดา อกตัญญู ไร้ศีลธรรม – 2 ทิโมธี 3:2

