ธรรมชีวิตประจำวันอังคารที่ 14 กรกฎาคม 2026 “ไม่จำเป็นต้องกลัว”

อิสยาห์ 44:6-8 – พระเจ้า พระบรมมหากษัตริย์แห่งอิสราเอลและผู้ไถ่ของเขา พระเจ้าจอมโยธา ตรัสดังนี้ว่า “เราเป็นผู้ต้นและเราเป็นผู้ปลาย นอกจากเราแล้วไม่มีพระเจ้า ใครเหมือนเรา จะป่าวร้องได้ ให้เขาแจ้งให้ทราบและให้เขาลำดับเรื่องต่อหน้าเราตั้งแต่เราได้สถาปนาประชาชนโบราณ และให้เขาบอกแก่เขาทั้งหลายถึงสิ่งต่าง ๆ ที่จะเป็นมา และอะไรจะเกิดขึ้นนั้น อย่ากลัวเลย และอย่าขามเลย เรามิได้เล่าให้เจ้าฟังตั้งแต่ดึกดำบรรพ์และแจ้งให้ทราบแล้วหรือ และเจ้าเป็นพยานทั้งหลายของเรา มีพระเจ้านอกเหนือเราหรือ เออ ไม่มีพระศิลา เราไม่รู้จักเลย”

เมื่อไม่นานมานี้ ข้าพเจ้าตั้งใจค้นคว้าในวรรณกรรมโบราณ เพราะข้าพเจ้าสงสัยว่าผู้คนที่บูชารูปเคารพรู้สึกอย่างไรต่อเทพเจ้าของพวกเขา การบูชาอิชตาร์ หรือ มาร์ดุก หรือ บาอัลนั้นเป็นอย่างไร จากมุมมองภายใน

คงพูดไม่ได้เต็มปากว่าข้าพเจ้าค้นคว้าข้อมูลมาอย่างละเอียดถี่ถ้วนที่สุด แต่ข้าพเจ้าก็ใช้เวลาเสาะหาอยู่พักใหญ่เพื่อหาบทประพันธ์ที่จะช่วยตอบคำถามของข้าพเจ้าได้ จนในที่สุดข้าพเจ้าก็ได้พบกับกวีหญิงคนหนึ่งชื่อว่า “เอ็นเฮดูอันนา” (Enheduanna) ผู้มีตำแหน่งมหาปุโรหิตาแห่งเทพีอินันนา (Inanna) ซึ่งเป็นเทพีแห่งดวงจันทร์ และเธอก็ประพันธ์บทกวีเกี่ยวกับเทพีองค์นี้ไว้ ข้าพเจ้าจึงใช้เวลาอ่านผลงานบทกวีของเธอ

ข้าพเจ้ารู้สึกตกใจมาก เพราะแม้จะมีคำชื่นชมมากมายตามคาด ทั้งเรื่องความงดงามและพลังอำนาจของอินันนา แต่ก็มีบางส่วนที่สื่อความหมายทำนองว่า “ท่านฆ่าฟันได้เก่งกาจเหลือเกิน!” ข้าพเจ้าไม่เห็นอะไรที่ดูจะเกินไปกว่าการประจบสอพลอธรรมดา ๆ ซึ่งเป็นถ้อยคำประเภทที่คุณจะเขียนถึงใครสักคนที่คุณมองว่ามีตัวตนจริง ทรงพลัง และอันตราย กวีเปรียบเปรยเทพีองค์นี้ราวกับเสือที่กำลังหิวโหย แต่เป็นเสือที่เฉลียวฉลาด

แล้วสิ่งที่ขาดหายไปคืออะไร คำตอบก็คือ ความสัมพันธ์เชิงความรักที่เรามีต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะไม่มีการกล่าวถึงความเห็นอกเห็นใจ ความเมตตา ความสงสาร หรือความรักใคร่เอ็นดูเลยแม้แต่น้อย จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่กวีผู้นี้ไม่ได้แสดงออกถึงความรักที่มีต่อเทพีของตนเช่นกัน เพราะคนเราจะรักใครสักคนที่ไม่รักเราได้อย่างไร อย่างมากที่สุดก็คงทำได้เพียงแค่พยายามเอาใจ ทำให้เทพเจ้าพอใจด้วยคำสรรเสริญและการถวายเครื่องบูชา เพื่อไม่ให้เทพเจ้าทำลายเราเสียเท่านั้น

บางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลที่พระเจ้าทรงพยายามอย่างยิ่งในหนังสืออิสยาห์ที่อ่านในวันนี้ เพื่ออธิบายแก่ประชากรของพระองค์ว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดอีก “ไม่มีใครอื่นที่พวกเจ้าต้องหวาดกลัว” พระองค์ตรัส “เราเป็นพระเจ้าเพียงองค์เดียว และรูปเคารพทั้งหลายที่พวกเจ้าเคยหวาดกลัวนั้นล้วนเป็นของปลอม เลิกกังวลเสียที เลิกเอาใจหรือถวายเครื่องบูชาแก่รูปเคารพเหล่านั้นเพียงเพราะความกลัวได้แล้ว อย่ากลัวอีกต่อไปเลย! จงมาหาเรา เพราะเรามีอยู่จริง เรารักพวกเจ้า และเราห่วงใยพวกเจ้า”

นั่นคือ ความแตกต่างระหว่างพระเจ้ากับรูปเคารพในสมัยโบราณ รูปเคารพเหล่านั้นทำให้ผู้บูชาหวาดกลัว แต่พระเจ้าที่แท้จริงตรัสว่า “อย่ากลัวเลย” รูปเคารพเหล่านั้นเรียกร้องการถวายบูชา แต่พระเจ้าที่แท้จริงทรงเสียสละพระองค์เองเพื่อไถ่บาปประชากรของพระองค์ รูปเคารพเหล่านั้นคร่าชีวิตผู้อื่น แต่พระเจ้าทรงประทานชีวิตแก่เราผ่านทางความทุกข์ทรมาน การสิ้นพระชนม์ และการคืนพระชนม์ของพระองค์เอง

แล้วบรรดารูปเคารพในยุคปัจจุบันของเราล่ะ ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง อำนาจ แสนยานุภาพทางทหาร หรืออิทธิพลและความนิยมในสังคม เราไม่ได้ก้าวหน้าไปกว่าบรรพบุรุษของเราเท่าไรนักเลย ใช่ไหม เพราะรูปเคารพเหล่านั้นไม่อาจมอบความรัก ความเมตตา หรือชีวิตนิรันดร์ที่เราโหยหาให้แก่เราได้เลย เมื่อต้องเลือกระหว่างองค์พระผู้เป็นเจ้ากับรูปเคารพต่าง ๆ ไม่ว่าจะในยุคโบราณหรือยุคปัจจุบัน มีเพียงพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้นที่คู่ควรแก่การที่เรารัก และพระองค์คือ ผู้ที่เสด็จมายังโลกนี้เพื่อช่วยเราให้รอด

เราอธิษฐาน: องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอทรงนำให้ข้าพระองค์รู้จักพระองค์ดียิ่งขึ้น เพื่อข้าพระองค์จะรักและวางใจในพระองค์ได้โดยปราศจากความกลัว อาเมน

คำถามเพื่อการใคร่ครวญ:

  1. รูปเคารพใดที่เป็นสิ่งล่อใจคุณมากที่สุด เพราะเหตุใด
  2. เมื่อคุณนึกถึงพระเจ้า สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในใจคืออะไร ความรัก หรือความน่าสะพรึงกลัว เพราะเหตุใด
  3. คุณรู้อะไรเกี่ยวกับองค์พระผู้เป็นเจ้าบ้างที่ทำให้คุณรักพระองค์

© : Lutheran Hour Ministries

Comments are closed.