มัทธิว 13:44 – [พระเยซูตรัส] “แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนขุมทรัพย์ซ่อนไว้ในทุ่งนา เมื่อมีผู้ได้พบแล้วก็กลับซ่อนเสียอีก และเพราะความปรีดีจึงไปขายสรรพสิ่งซึ่งเขามีอยู่แล้วไปซื้อนานั้น”
อุปมาเรื่องขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่เป็นเรื่องที่ห้าจากทั้งหมดเจ็ดเรื่องในบทนี้ เรื่องราวเหล่านี้ล้วนมาจากวิถีชีวิตประจำวันของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานเพื่อจัดหาและเตรียมอาหาร ซึ่งส่วนใหญ่คือ ข้าว รวมถึงปลา ผักและเครื่องปรุงรส ทุกอย่างดูเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ แต่ในเรื่องราวเหล่านั้นกลับมีแง่มุมที่ชวนให้ฉงนใจ ชาวนาคนหนึ่งดูเหมือนกำลังทิ้งขว้างเมล็ดพันธุ์อันมีค่าด้วยการหว่านสะเปะสะปะลงในพื้นที่ที่ไม่มีทางเพาะปลูกได้ผล อีกคนหนึ่งไม่สนใจเลยว่าไร่นาของตนจะดูรกรุงรังเต็มไปด้วยวัชพืช ส่วนอีกคนปล่อยให้สวนของตนรกด้วยต้นมัสตาร์ดที่ใหญ่โตจนน่าอาย แถมเขายังไม่เดือดเนื้อร้อนใจเลยที่มีฝูงนกกระจอกเข้ามาเกาะกินผลผลิตจนเสียหาย เขากลับรู้สึกยินดีอย่างประหลาดที่มีพวกตัวกาฝากจอมตะกละเหล่านี้อยู่ในสวน แล้วไหนจะหญิงสาวคนนั้นซึ่งเป็นเพียงคนทำงานรับจ้างทั่วไปในครัวเรือน ที่ลงมือทำขนมปังปริมาณมหาศาลราวกับจะเลี้ยงกองทัพขนาดย่อม ๆ ได้เลยทีเดียว พระเยซูทรงมีพระประสงค์สิ่งใดกันแน่ที่นำพาเราเข้าสู่โลกแห่งวิถีชีวิตแสนธรรมดาแต่กลับเต็มไปด้วยปริศนาชวนคิดเช่นนี้
เรื่องเล่าของพระเยซูอาจทำให้คุณรู้สึกงุนงงได้ ไม่ใช่แค่กับส่วนที่คุณไม่เข้าใจเท่านั้น แต่รวมถึงส่วนที่คุณเข้าใจด้วย เพราะเรื่องราวเหล่านั้นสะท้อนภาพสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำอยู่จริง และเหตุผลที่พระองค์ต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างหนัก พระองค์ทรงเผยแผ่คำสอนแก่ผู้คนที่ดูเหมือนจะไม่ได้มีความสำคัญอะไร อีกทั้งพระองค์ยังไม่สนใจต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเพื่อนบ้านที่มองว่าไร่นาของพระองค์นั้นรกรุงรังและสวนก็เต็มไปด้วยศัตรูพืช สำหรับคนที่ประกาศตัวว่าเป็นจอมทัพแห่งกองทัพของพระเจ้าแล้ว เรื่องนี้ชวนให้ตั้งคำถามว่า พระองค์จะจ่ายค่าจ้างแรงงานรายวันของพระองค์ไหวหรือเปล่า
ท่ามกลางบริบทเช่นนี้เองที่พระเยซูทรงเล่าเรื่องราวถัดมาอีกสามเรื่อง โดยเริ่มต้นด้วยอุปมาเรื่องขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ บ่อยครั้งที่คริสเตียนตีความอุปมาเรื่องนี้โดยมองว่าตนเองเป็นตัวละครหลัก คือเป็นผู้ที่ยอมขายทุกสิ่งเพื่อแลกกับขุมทรัพย์นั้น ซึ่งถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของการอุทิศตนอย่างหมดหัวใจแด่พระเยซู ตอนนี้พระเยซูทรงเรียกร้องให้เรามอบ “ทั้งชีวิต” แด่พระองค์ แต่นั่นคือประเด็นหลักของอุปมาเรื่องนี้จริงหรือ ในอุปมาเรื่องอื่น ๆ ที่ปรากฏในหนังสือมัทธิวบทที่ 13 ตัวละครหลักของเรื่องมักสื่อถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำผ่านทางพระเยซูเพื่อกอบกู้สิ่งที่พระองค์ทรงสร้างไว้อย่างดีงามให้กลับคืนมา แล้วเหตุใดอุปมาเรื่องนี้จึงควรจะแตกต่างออกไปเล่า บางทีพระเยซูอาจไม่ได้ทรงเรียกร้องสิ่งใดในที่นี้ แต่ทรงกำลังประกาศถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของพระองค์ที่ทรงมีต่อเรา และต่อทุกคนที่วางใจในพระองค์ แม้ว่าพวกเขาจะยังคงมีความสงสัยอยู่ก็ตาม
เห็นไหมว่าคุณคือ สมบัติล้ำค่าของพระเยซู พระองค์ทรงยอมสละทุกสิ่งและมอบพระชนม์ชีพบนไม้กางเขนเพื่อไถ่คุณกลับมาจากบาป ความตาย และอำนาจของมารร้าย ด้วยเหตุนี้ เราจึงวางใจให้พระเยซูทรงเป็นผู้จัดการทุกสิ่งในท้ายที่สุดได้ ไม่ว่าจะเป็นการแยกข้าวละมานออกจากข้าวสาลี แยกสิ่งเลวร้ายออกจากสิ่งดี การจัดการกับแป้งขนมปังที่ฟูขึ้นมา หรือการค้นพบความชื่นชมยินดีในพุ่มมัสตาร์ดที่เติบโตจนเต็มไปด้วยฝูงนกกระจอก เพราะปริศนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเรื่องราวเหล่านี้ก็คือ พระเยซูทรงเห็นว่าคุณคือ สมบัติล้ำค่าที่คุ้มค่าแก่การยอมสละพระชนม์ชีพเพื่อคุณ ทั้งตัวคุณเองและทุกคนที่คุณได้พบเจอ
เราอธิษฐาน: พระเยซูเจ้า ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์มั่นคงอยู่ในแผนการของพระองค์ และซ่อนตัวอยู่ในความรักของพระองค์ อาเมน
คำถามเพื่อการใคร่ครวญ:
- นอกจากพระเยซูแล้ว ในชีวิตของคุณใครบ้างที่เสียสละอย่างใหญ่หลวงเพื่อช่วยเหลือคุณ
- อ่านหนังสือมัทธิวบทที่ 13 ทั้งหมด เรื่องราวใดของพระเยซูที่ทำให้คุณมีคำถาม
- อะไรช่วยให้คุณยังคงกระตือรือร้นในขณะที่รอให้แผนการของพระเจ้าเปิดเผยออกมา
© : Lutheran Hour Ministries

