ธรรมชีวิตประจำวันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2026 “จงมองดูเรา”

ลูกา 18:1-8 – พระองค์ตรัสคำอุปมาเรื่องหนึ่งให้เขาฟัง เพื่อสอนว่าคนทั้งหลายควรอธิษฐานอยู่เสมอ ไม่อ่อนระอาใจ พระองค์ตรัสว่า “ในนครหนึ่งมีผู้พิพากษาคนหนึ่ง ที่มิได้เกรงกลัวพระเจ้าและมิได้เห็นแก่มนุษย์ ในนครนั้นมีหญิงม่ายคนหนึ่งมาหาผู้พิพากษาผู้นั้นพูดว่า ‘ขอให้ความยุติธรรมแก่ข้าพเจ้าในการสู้ความเถิด’ ฝ่ายผู้พิพากษานั้นไม่ยอมทำจนช้านาน แต่ภายหลังเขานึกในใจว่า ‘แม้ว่าเราไม่ยำเกรงพระเจ้า และไม่เห็นแก่มนุษย์ แต่เพราะแม่ม่ายคนนี้มากวนเราให้ลำบาก เราจะให้ความยุติธรรมแก่นาง เพื่อมิให้นางมารบกวนบ่อย ๆ ให้เรารำคาญใจ’” และองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “จงฟังคำที่ผู้พิพากษาอธรรมนี้ได้พูด พระเจ้าจะไม่ทรงประทานความยุติธรรมแก่คนที่พระองค์ได้ทรงเลือกไว้ ผู้ร้องถึงพระองค์ทั้งกลางวันกลางคืนหรือ พระองค์จะอดพระทัยไว้ช้านานหรือ เราบอกท่านทั้งหลายว่า พระองค์จะทรงประทานความยุติธรรมให้เขาโดยเร็ว แต่เมื่อบุตรมนุษย์มา ท่านจะพบความเชื่อในแผ่นดินโลกหรือ”

เมื่อไม่กี่ปีก่อน เราอยู่ที่สนามเด็กเล่นแห่งหนึ่ง ลูกสาววัย 7 ขวบของเพื่อนข้าพเจ้าที่ชื่อเฮเซล คอยร้องเรียกพ่อของเธออยู่ตลอดว่า “พ่อคะ ดูหนูซิ!” ตอนที่เธอกำลังโหนเชือก เธอก็ร้องว่า “พ่อคะ ดูหนูซิ!” พอเธอกำลังปีนกำแพง เธอก็ร้องว่า “พ่อคะ พ่อคะ ดูหนูซิ!” พ่อของเธอและข้าพเจ้าพยายามจะคุยกัน แต่แทบจะหาจังหวะพูดแทรกไม่ได้เลยเพราะเฮเซลคอยเรียกร้องความสนใจจากพ่อตลอดเวลา เหตุการณ์นี้ทำให้ข้าพเจ้านึกขึ้นได้ว่าเด็ก ๆ จะเติบโตและงอกงามได้ดีเพียงใดเมื่อได้รับความใส่ใจและความรักจากทั้งพ่อและแม่ที่คอยเฝ้ามองดูพวกเขาอยู่เสมอ

เรื่องราวที่เราได้รับฟังจากพระเยซูนั้นสัมผัสลึกถึงความต้องการพื้นฐานที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์ ซึ่งก็คือคำถามที่ทุกคนต่างเคยถามในสักช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตว่า “พระองค์ทรงมองเห็นข้าพเจ้าบ้างไหม ข้าพเจ้ามีความหมายต่อพระองค์หรือเปล่า ข้าพเจ้าเป็นคนสำคัญสำหรับพระองค์หรือไม่” ดูเหมือนว่าหญิงม่ายในเรื่องนี้จะไม่มีสังคมหรือผู้คนคอยสนับสนุนที่เห็นว่านางมีความสำคัญเลย ตรงกันข้าม นางกลับต้องเผชิญหน้ากับคู่กรณีที่คอยสร้างความเดือดร้อนให้แก่นาง นางจึงนำเรื่องราวของตนไปร้องเรียนต่อผู้พิพากษาด้วยความหวังว่าตนจะมีความสำคัญในสายตาของเขาบ้าง แต่เมื่อพบว่าเขาก็ไม่ได้ใส่ใจไยดีเช่นกัน นางจึงตัดสินใจทำในสิ่งเดียวที่นางสามารถทำได้ นั่นคือการกลายเป็นคนที่คอยเรียกร้องไม่หยุดหย่อนจนกว่าจะได้รับการเหลียวแล เปรียบเสมือนเด็กที่คอยขัดจังหวะและยืนกรานจะเรียกร้องความสนใจจนผู้ใหญ่ไม่อาจเพิกเฉยได้อีกต่อไป

พระเยซูทรงเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างผู้พิพากษาที่เกียจคร้านคนนี้กับพระเจ้าซึ่งทรงเป็นผู้พิพากษาที่แท้จริง ซาตานศัตรูของเราพยายามเติมเต็มความคิดของเราด้วยภาพลวงตาของพระเจ้าเพื่อบั่นทอนกำลังใจเรา แต่ศัตรูไม่ใช่พระผู้สร้าง ซาตานไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงได้ แต่เปลี่ยนได้เพียงการรับรู้ของเราเท่านั้น พระเจ้ายังคงซื่อสัตย์ พระเยซูเสด็จมาเพื่อแสดงให้เราเห็นโดยการสิ้นพระชนม์และการคืนพระชนม์ของพระองค์ พระองค์ทรงพิสูจน์ว่าเรามีความสำคัญต่อพระเจ้า เราถูกสร้างมาเพื่อมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า ไม่ใช่เหมือนโจทก์ที่ฟ้องร้องเพื่อความยุติธรรมต่อหน้าผู้พิพากษาที่ทุจริต ไม่ใช่เหมือนเด็กที่แสวงหาความสนใจจากพ่อแม่ที่จิตใจว้าวุ่น แต่เหมือนลูกสาวหรือลูกชายที่รักซึ่งมั่นใจภายใต้การดูแลของพระบิดาผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด

ครอบครัวของเฮเซลแวะมาเยี่ยมเราในระหว่างการเดินทางลงไปที่รัฐฟลอริดา ต่อมาข้าพเจ้าได้คุยกับพ่อของเธอเกี่ยวกับการเดินทางครั้งนี้ เขาเล่าว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งที่เฮเซลกำลังเดินลุยน้ำทะเล แล้วคลื่นก็ซัดจนเธอทรงตัวไม่อยู่และล้มลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในตอนนั้น ซึ่งต่างจากที่สนามเด็กเล่น เธอไม่ได้ร้องบอกว่า “พ่อคะ ดูหนูซิ” แต่เธอกลับจดจ่ออยู่กับคลื่นลูกใหญ่ที่ถาโถมเข้ามาอย่างน่ากลัว ด้วยความตื่นตระหนก เธอหันกลับไปในน้ำและเห็นพ่อของเธอยืนอยู่เคียงข้าง “อยากขี่หลังพ่อไหมลูก” พ่อถาม “อยากค่ะ” เธอตอบ และในองค์พระเยซูคริสต์ พระเจ้าผู้ทรงเป็นพระบิดาของเราก็ทรงแบกเราไว้บนหลังของพระองค์ แล้วตรัสว่า “จงมองดู… เราซิ”

เราอธิษฐาน: ข้าแต่พระบิดา ขอทรงช่วยประชากรของพระองค์ให้รอด ขอทรงอวยพรมรดกของพระองค์ และทรงอุ้มชูเราไว้ตลอดไป อาเมน

คำถามเพื่อการใคร่ครวญ:

  1. เมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกหวั่นไหวจนเผลอคิดไปว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงมองดูคุณ หรือคิดว่าคุณไม่มีความสำคัญต่อพระองค์
  2. อ่านสดุดี 139:1-10 พระคัมภีร์ข้อใดที่มีความหมายต่อคุณเป็นพิเศษ
  3. จดจำข้อพระคัมภีร์เหล่านั้นโดยการท่องซ้ำไปซ้ำมา การทำเช่นนี้จะส่งผลดีต่อคุณอย่างไรบ้าง

© : Lutheran Hour Ministries

Comments are closed.