ธรรมชีวิตประจำวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2026 “พระคำของพระเจ้าทำงานอยู่ในโลก”

มาระโก 4:1-9 – แล้วพระองค์ทรงสั่งสอนที่ฝั่งทะเลอีก ประชาชนเป็นอันมากพากันมาหาพระองค์ เหตุฉะนั้นพระองค์จึงได้เสด็จลงไปประทับในเรือที่ทะเลและประชาชนอยู่บนฝั่ง พระองค์จึงตรัสสั่งสอนเขาหลายประการเป็นคำอุปมา และในการสอนนั้นพระองค์ตรัสแก่เขาว่า “จงฟังเถิด มีคนหนึ่งออกไปหว่านพืช และเมื่อเขาหว่าน เมล็ดพืชก็ตกตามหนทางบ้าง แล้วนกก็มากินเสีย บ้างก็ตกที่ซึ่งมีพื้นหินมีเนื้อดินแต่น้อย จึงงอกขึ้นโดยเร็ว เพราะดินไม่ลึก แต่เมื่อแดดจัด แดดก็แผดเผา เพราะรากไม่มี จึงเหี่ยวไป บ้างก็ตกกลางต้นหนาม ต้นหนามก็งอกขึ้นปกคลุมเสีย จึงไม่เกิดผล บ้างก็ตกที่ดินดี แล้วงอกงามจำเริญขึ้น เกิดผลสามสิบเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง ร้อยเท่าบ้าง” แล้วพระองค์ตรัสแก่เขาว่า “ใครมีหู จงฟังเถิด”

บ่อยครั้งที่พระเยซูทรงเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ซึ่งเราเรียกกันว่า “คำอุปมา” เรื่องเล่าของพระองค์มักมีความเชื่อมโยงกับชีวิตจริงและวิถีชีวิตประจำวันที่ผู้คนคุ้นเคย ลองพิจารณาเรื่อง “คำอุปมาเรื่องผู้หว่านพืช” ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีดูสิ เรื่องนี้กล่าวถึงชายคนหนึ่งที่หว่านเมล็ดพืชด้วยมือ พระเยซูทรงเล่าว่าเมล็ดพืชเหล่านั้นตกลงในพื้นที่สี่ลักษณะที่แตกต่างกัน ได้แก่ ริมทางเดิน บนพื้นดินที่มีหินปะปนอยู่ ท่ามกลางพงหนาม และในดินดี สำหรับพื้นที่สามแห่งแรกนั้น เมล็ดพืชไม่สามารถหยั่งรากลงได้ แต่เมล็ดที่ตกลงในดินดีกลับงอกงามและให้ผลผลิตอย่างอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเนื้อหาของเรื่องราวนี้ก็เป็นสิ่งที่ผู้ฟังในสมัยนั้นเข้าใจได้เป็นอย่างดี

แต่แล้วพระเยซูก็ตรัสว่า “ใครมีหู จงฟังเถิด” ถ้อยคำนี้ทำให้ผู้ฟังต่างพากันงุนงงสงสัย จนต้องขอให้พระองค์ทรงอธิบายขยายความในภายหลัง เรื่องเล่าของพระองค์ไม่ได้เกี่ยวกับความคุ้มค่าในการจับจ่ายซื้อของที่ตลาดนัดเกษตรกร แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับอิทธิพลของพระวจนะของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตของผู้คน ซึ่งเป็นสิ่งที่เหล่าสาวกของพระองค์จำเป็นต้องตระหนักและเข้าใจเมื่อพวกเขาออกไปประกาศพระวจนะของพระเจ้า

ผู้คนรับฟังพระวจนะของพระเจ้าด้วยท่าทีที่แตกต่างกันไป พวกที่ชอบจับผิดมักไม่เปิดใจรับฟังพระวจนะนั้นอีกเลย ส่วนมารร้ายก็คอยปิดกั้นพระวจนะไม่ให้เข้าถึงจิตใจที่แข็งกระด้างของพวกเขา บางคนรับฟังพระวจนะด้วยความกระตือรือร้นแต่กลับไม่มีการเติบโตฝ่ายวิญญาณ พวกเขาไม่ยืนหยัดเคียงข้างพระเยซูเมื่อต้องเผชิญกับการถูกแบ่งแยกหรือการข่มเหง บางคนก็มัวแต่พะวงกับเรื่องราวทางโลกจนสิ่งเหล่านั้นเข้ามาบดบังและทำให้พระวจนะไม่อาจหยั่งรากลึกได้ แต่สำหรับ “ดินดี” นั้น… นั่นคือสิ่งที่ทั้งคุณและข้าพเจ้าต่างปรารถนาจะเป็น! เราปรารถนาจะเป็นคนบาปที่น้อมรับพระวจนะของพระคริสต์ ซึ่งนำมาทั้งการให้อภัยและความหวังใจ! เราปรารถนาจะเติบโตขึ้นในความยำเกรงต่อการปกครองด้วยความรักของพระเจ้า! และปรารถนาจะเป็นสาวกของพระเยซูผู้เกิดผลแห่งความชอบธรรมในชีวิต ขอให้เราเป็นดั่งดินดีที่ความรักแห่งแผ่นดินของพระเจ้าได้เติบโตงอกงามขึ้น!

และเมื่อเราบอกเล่าเรื่องราวของพระเยซูแก่ผู้อื่น เรามั่นใจได้ว่าพระเจ้าทรงดูแลรักษาพระวจนะของพระองค์ พระองค์ตรัสกับเราว่า “คำของเราซึ่งออกไปจากปากของเราจะไม่กลับมาสู่เราเปล่า” (อิสยาห์ 55:11ก) คุณไม่ได้กำลังประกาศพระวจนะของพระเจ้าเพียงลำพัง และไม่จำเป็นต้องมีคำตอบที่ถูกต้องสมบูรณ์แบบในทุกครั้ง เพราะพระเจ้าทรงกำลังประกอบกิจของพระองค์อยู่! ยังมีผู้คนในยุคสมัยนี้ที่ต้องการสัมผัสกับความดีงามแห่งข่าวประเสริฐ พวกเขากำลังดิ้นรนค้นหาความหมายของชีวิต ทั้งมิตรภาพ การงาน และความสัมพันธ์มากมายต่างเคยทำให้พวกเขาต้องผิดหวัง แต่ข่าวประเสริฐจะไม่ทำให้ผิดหวังอย่างแน่นอน นี่คือความสำคัญของสิ่งที่คุณมีโอกาสได้แบ่งปัน

นี่คือความสำคัญของการบอกผู้อื่นเกี่ยวกับพระเยซู

เราอธิษฐาน: ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์กล้าที่จะกล่าวถึงความรักของพระองค์แก่ผู้อื่น ในพระนามของพระเยซู อาเมน

คำถามเพื่อการใคร่ครวญ:

  1. คุณรู้สึกประหม่าหรือหวั่นใจหรือไม่เมื่อต้องพูดถึงพระเยซูให้ผู้อื่นฟัง อะไรคือสิ่งที่คุณกังวลหรือกลัวที่สุด
  2. แง่มุมใดในคำอุปมาเรื่องผู้หว่านพืชของพระเยซูที่ช่วยหนุนใจคุณในการประกาศข่าวประเสริฐ
  3. หากพระเจ้าทรงเป็นผู้กระทำให้พระวจนะของพระองค์เกิดผล สิ่งนี้จะช่วยปรับเปลี่ยนมุมมองของเราต่อบทบาทในการประกาศข่าวประเสริฐอย่างไร

© : Lutheran Hour Ministries

Comments are closed.