ธรรมชีวิตประจำวันพุธที่ 9 กันยายน 2026 “เสริมสร้างพี่น้องคริสเตียน”

โรม 14:1-5, 7-10ก, 12 – ส่วนคนที่ยังมีความเชื่อน้อยอยู่นั้น จงรับเขาไว้ แต่มิใช่เพื่อให้โต้เถียงกันในเรื่องความเชื่อที่แตกต่างกันนั้น คนหนึ่งถือว่าจะกินอะไรก็ได้ทั้งนั้น แต่คนที่มีความเชื่อน้อยก็กินแต่ผักเท่านั้น อย่าให้คนที่กินนั้นดูหมิ่นคนที่ไม่ได้กิน และอย่าให้คนที่มิได้กินกล่าวโทษคนที่ได้กิน เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงโปรดรับเขาไว้แล้ว ท่านเป็นใครเล่าจึงกล่าวโทษบ่าวของคนอื่น บ่าวคนนั้นจะได้ดีหรือจะล่มจมก็สุดแล้วแต่นายของเขา และเขาก็จะได้ดีแน่นอน เพราะว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงฤทธิ์อาจให้เขาได้ดีได้ คนหนึ่งถือว่าวันหนึ่งดีกว่าอีกวันหนึ่ง แต่อีกคนหนึ่งถือว่าทุกวันเหมือนกัน ขอให้ทุกคนมีความแน่ใจในความคิดเห็นของตนเถิด … ในพวกเราไม่มีผู้ใดมีชีวิตอยู่เพื่อตนเองฝ่ายเดียว และไม่มีผู้ใดตายเพื่อตนเองฝ่ายเดียว ถ้าเรามีชีวิตอยู่ ก็มีชีวิตอยู่เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และถ้าเราตายก็ตายเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า เหตุฉะนั้น ไม่ว่าเรามีชีวิตอยู่หรือตายไปก็ตาม เราก็เป็นคนขององค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะเหตุนี้เอง พระคริสต์จึงได้ทรงสิ้นพระชนม์และได้ทรงคืนพระชนม์อีก เพื่อจะได้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของคนตายและคนเป็น แต่ตัวท่านเล่า เหตุไฉนท่านจึงกล่าวโทษพี่น้องของท่าน หรือท่านผู้เป็นอีกฝ่ายหนึ่ง เหตุไฉนท่านจึงดูหมิ่นพี่น้องของท่าน … ฉะนั้น เราทุกคนจะต้องทูลเรื่องราวของตัวเองต่อพระเจ้า

ข้าพเจ้าชอบวิธีที่เปาโลอธิบายหลักการนี้ เพราะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในคริสตจักรได้ง่ายขึ้นมากอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ท่านแนะนำให้เราต้อนรับผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันในเรื่องต่าง ๆ เช่น การรับประทานมังสวิรัติ การถือรักษาวันสะบาโต ดนตรีนมัสการ และเรื่องทำนองเดียวกันนี้ โดยไม่ตัดสินกันและกันหรือพยายามยัดเยียดความคิดเห็นของตนให้อีกฝ่าย แล้วถ้าหากพวกเขาดูเหมือนจะมีระดับความเชื่อที่อ่อนกว่าเราล่ะ ในกรณีนั้น เรายิ่งควรต้องดูแลเอาใจใส่เขาให้มากขึ้น และไม่นำพาเขาไปสู่สถานการณ์ที่จะทำให้เขารู้สึกผิดในใจ (ดู โรม 14:20-23)

เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยากสำหรับเรา เพราะโดยธรรมชาติแล้วเรามักรู้สึกว่าควรจะบังคับให้ผู้อื่นมองเห็นความจริงที่เราเองเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า แต่เปาโลเตือนใจเราว่าเขาเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า ไม่ใช่ของเรา และอยู่ภายใต้การทรงแก้ไขของพระองค์ เราสามารถวางใจได้ว่าพระเจ้าจะทรงแก้ไขปรับปรุงเราแต่ละคนในขณะที่เราเติบโตและมีความเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์เพราะ “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงฤทธิ์อาจให้ (เรา) ได้ดีได้” (โรม 14:4ข)

หากเรายึดถือหลักการนี้ คริสตจักรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ลองจินตนาการถึงกลุ่มคริสเตียนที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันมากมาย แต่ทุกคนต่างพยายามทำสิ่งที่ช่วยให้เพื่อนพี่น้องรู้สึกสบายใจและได้รับการเสริมสร้าง แทนที่จะคำนึงถึงความพอใจของตนเอง ลองนึกภาพคริสตจักรที่ผู้ชื่นชอบดนตรีออร์แกนยอมรับวงดนตรีนมัสการด้วยความเต็มใจ และผู้ที่คุ้นเคยกับการเห็นศิษยาภิบาลสวมชุดลำลองก็ยอมรับการสวมชุดพิธีการต่าง ๆ ได้อย่างเต็มใจ ลองนึกภาพคริสเตียนที่ต่างกระตือรือร้นที่จะแสดงความเมตตาต่อกัน แม้ในใจจะคิดว่าความคิดเห็นของอีกฝ่ายนั้นเป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดีก็ตาม ลองนึกภาพผู้คนที่ประพฤติตนตามแบบอย่างของพระคริสต์ผู้ซึ่ง “ไม่ได้ทรงแสวงหาความพอพระทัยของพระองค์เอง” แต่ยอมสละพระองค์เองแม้กระทั่งยอมสิ้นพระชนม์ เพื่อให้เราได้รับการอภัยและได้ใช้ชีวิตร่วมกับพระเจ้าตลอดไป และบัดนี้ เมื่อพระเยซูทรงคืนพระชนม์แล้ว พระองค์ทรงสามารถสอนเราผู้เป็นพระกายของพระองค์ให้รู้วิธีดำเนินชีวิตด้วยสันติสุขและความรัก จนกว่าจะถึงวันที่พระองค์เสด็จกลับมา

เราอธิษฐาน: ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงช่วยให้ข้าพระองค์แสวงหาหนทางที่จะรักและหนุนใจพี่น้องคริสเตียน แม้ในยามที่เรามีความเห็นไม่ตรงกันก็ตาม อาเมน

คำถามเพื่อการใคร่ครวญ:

  1. มีประเด็นร้อนอะไรบ้างในคริสตจักรปัจจุบัน
  2. เมื่อไหร่ที่คุณเคยยอมตามความต้องการของผู้อื่นเพื่อแสดงความรักและเสริมสร้างเขา
  3. พระเยซูทรงวางความต้องการของพระองค์เองลงเพื่อรักคุณอย่างไร

© : Lutheran Hour Ministries

Comments are closed.