มัทธิว 6:9ก, 12 – [พระเยซูตรัส] “ข้าแต่พระบิดาแห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตในสวรรค์ … และขอทรงโปรดยกบาปผิดของข้าพระองค์ เหมือนข้าพระองค์ยกโทษผู้ที่ทำผิดต่อข้าพระองค์นั้น”
ในครอบครัวของพระเยซู การให้อภัยเป็นสิ่งที่ไม่อาจต่อรองได้และต้องยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ครอบครัวที่คุณเติบโตมานั้นมีอะไรบ้างที่ต่อรองไม่ได้ การต่อรองไม่ได้ ในที่นี้หมายถึงสิ่งที่เราใช้เติมเต็มประโยคที่ว่า “ในครอบครัวนี้ เรา…” เช่น “ในครอบครัวนี้ เวลาทานอาหารมื้อเย็น เราจะลองชิมอาหารทุกอย่างอย่างน้อยหนึ่งคำ” หรือ “ในครอบครัวนี้เราไปเที่ยวพักผ่อนกันในช่วงฤดูร้อน” หรือ “เราไปคริสตจักรกันทุกวันอาทิตย์” สิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนเนื้อผ้าที่เราใช้ตัดเย็บชีวิต เปรียบเสมือนสายน้ำที่เราแหวกว่ายอยู่ และเป็นวัตถุดิบสำคัญในการสร้างชีวิตขึ้นมา หากเราเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นหลักยึดถือเหล่านี้ ครอบครัวก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย เช่นเดียวกันกับเรื่องของพระเจ้า การคาดหวังให้พระเจ้าไม่ใส่ใจเรื่องการให้อภัยก็เท่ากับเป็นการเรียกร้องให้พระเจ้ากลายเป็นพระเจ้าในรูปแบบอื่น เป็นพระเจ้าที่เราสร้างขึ้นมาเอง แล้วหันไปวางใจในพระเจ้าองค์นั้น แทนที่จะวางใจในพระเจ้าผู้ทรงเป็นพระบิดาของพระเยซู
มีเหตุการณ์หนึ่งที่เหล่าสาวกยุคแรกของพระเยซูต้องการพิสูจน์เรื่องนี้ พวกเขาตั้งคำถามว่า การให้อภัยเป็นสิ่งจำเป็นในทุกสถานการณ์จริงหรือ “ถ้าเรามีเหตุผลอันสมควรที่จะไม่ให้อภัยใครสักคนล่ะ สมมติว่าเขาจงใจทำเรื่องนั้น ทั้งที่เราเคยบอกไปแล้วว่าเราเกลียดแค่ไหนเวลาที่เขาทำแบบนั้น แต่นี่เป็นครั้งที่เจ็ดเข้าไปแล้วที่เขาทำซ้ำอีก แถมยังไม่มีทีท่าว่าจะปรับปรุงตัวเลยด้วยซ้ำ แล้วแบบนี้จะทำอย่างไร มีสิ่งที่สำคัญกว่าการให้อภัยไม่ใช่หรือพระเยซู เช่น สุขภาพจิตที่ดีหรือมารยาทพื้นฐานของความเป็นคน”
พระเยซูทรงตอบคำถามของพวกเขาด้วยเรื่องเล่าสมมติเรื่องหนึ่งซึ่งมีใจความว่า มีกษัตริย์องค์หนึ่งและมีข้ารับใช้คนหนึ่งติดหนี้พระองค์เป็นจำนวนมหาศาล วันหนึ่งกษัตริย์ตรัสสั่งให้เขาชำระหนี้สินนั้นเสียที ชายคนนั้นจึงวิงวอนขอความเมตตาว่า “ขอเวลาให้ข้าพระองค์อีกสักหน่อยเถิด” เขาคิดจริงๆ หรือว่าจะหาเงินมาใช้คืนได้ กษัตริย์ทรงทราบดีว่าเขาไม่มีทางทำได้ แต่ด้วยความสงสาร พระองค์จึงทรงยกหนี้ให้ เขาจึงได้รับอิสรภาพ แต่สิ่งแรกที่เขาทำกลับเป็นการไปตามหาเพื่อนคนงานอีกคนหนึ่งที่ติดหนี้เขาอยู่ ซึ่งเป็นหนี้เพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนที่เขาเคยติดหนี้กษัตริย์ เขาตรงเข้าไปบีบคอเพื่อนร่วมงานพลางตะโกนว่า “เอาเงินของข้ามา!” เพื่อนคนที่ถูกบีบคอจนหายใจไม่ออกก็ร้องขอว่า “ขอเวลาให้ข้าอีกสักหน่อยเถิด!” แต่ชายคนแรกกลับไม่ยอมและจับอีกฝ่ายไปขังคุก เมื่อกษัตริย์ทรงทราบเรื่อง จึงเรียกชายคนแรกกลับมาแล้วตรัสว่า “เราคาดหวังว่าการที่เรายกหนี้ให้จะช่วยเปลี่ยนมุมมองที่เจ้ามีต่อโลกและวิธีที่เจ้าปฏิบัติต่อผู้อื่น แต่เห็นได้ชัดว่าเจ้าไม่ต้องการเช่นนั้น ดังนั้น เราจึงขอถอนความเมตตานั้นคืน” แล้วพระองค์ก็สั่งให้จับเขาไปขังคุกจนกว่าจะชำระหนี้คืนจนครบ จากนั้น พระเยซูจึงตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า “พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์ จะทรงกระทำแก่ท่านทุกคนอย่างนั้น ถ้าหากว่าท่านแต่ละคนไม่ยกโทษให้แก่พี่น้องของท่านด้วยใจกว้างขวาง” (มัทธิว 18:35)
พระเยซูทรงยืนยันกับเราว่าในครอบครัวนี้ไม่มีหนี้สินใดที่ใหญ่เกินกว่าจะให้อภัยได้ เพราะการให้อภัยไม่ได้เริ่มต้นที่ตัวเรา แต่เริ่มต้นที่พระเจ้า นั่นเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้โดยไม่มีการต่อรอง ไม่ใช่เรื่องที่เราจะมาต่อรองได้ แท้จริงแล้ว การให้อภัยของเราก็คือการที่พระเจ้าทรงให้อภัยผ่านทางตัวเรานั่นเอง เมื่อเราให้อภัย เราก็กำลังมีส่วนร่วมในพระชนม์ชีพของพระเจ้า เพราะพระชนม์ชีพของพระเจ้าและการให้อภัยของพระเจ้าคือสิ่งเดียวกัน หากข้าพเจ้าปิดกั้นการให้อภัยของพระเจ้า ข้าพเจ้าก็กำลังปิดกั้นพระชนม์ชีพของพระเจ้าด้วย และหากคุณปฏิเสธที่จะยอมให้การอภัยของพระเจ้าไหลผ่านตัวคุณ คุณก็กำลังปฏิเสธตัวพระเจ้าเอง
คุณกำลังกักขังใครบางคนไว้ด้วยการไม่ยอมให้อภัยอยู่หรือเปล่า รู้ไหมว่ายังไม่สายเกินไปในขณะนี้ พระเยซูทรงเล่าเรื่องนี้เพราะพระองค์ทรงรักคุณ ดังนั้น ลองสูดหายใจลึกๆ แล้วผ่อนคลายความยึดถือในใจลงบ้าง ปล่อยให้ความรักของพระเจ้าไหลผ่านเข้ามาและหล่อเลี้ยงจิตใจของคุณ เพราะพระองค์ยังคงปรารถนาให้คุณเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระองค์ และในครอบครัวนี้ เราต่างให้อภัยซึ่งกันและกัน
เราอธิษฐาน: ข้าแต่พระบิดา ขอให้การให้อภัยของพระองค์ได้ทำงานในชีวิตของข้าพระองค์ ในพระนามของพระเยซู อาเมน
คำถามเพื่อการใคร่ครวญ:
- มีเหตุการณ์ใดบ้างที่คุณรู้สึกว่ายากที่จะให้อภัยใครสักคน
- มีเหตุการณ์ใดบ้างที่อาจเป็นเรื่องยากสำหรับคนอื่นที่จะให้อภัยคุณ
- เหตุใดการให้อภัยจึงอาจเป็นสิ่งที่ “ไม่อาจต่อรองได้” สำหรับพระเจ้าและผู้ทรงเป็นพระบิดาของพระเยซู
© : Lutheran Hour Ministries

