มัทธิว 22:34-40, 41ข-46 – ฝ่ายพวกฟาริสี เมื่อได้ยินว่าพระองค์ทรงกระทำให้พวกสะดูสีนิ่งอั้นอยู่จึงประชุมกัน มีบาเรียนผู้หนึ่งในพวกเขาทดลองถามพระองค์ว่า “อาจารย์เจ้าข้า ในธรรมบัญญัตินั้นข้อใดสำคัญที่สุด” พระเยซูทรงตอบเขาว่า “จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดใจสุดจิตของเจ้า และด้วยสิ้นสุดความคิดของเจ้า นั่นแหละเป็นพระบัญญัติข้อใหญ่และข้อต้น ข้อที่สองก็เหมือนกันคือ จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง ธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะทั้งสิ้น ก็ขึ้นอยู่กับพระบัญญัติสองข้อนี้” พระเยซูทรงถามว่า “พวกท่านคิดอย่างไรด้วยเรื่องพระคริสต์ พระองค์ทรงเป็นเชื้อสายของผู้ใด” เขาตอบว่า “เป็นเชื้อสายของดาวิด” พระองค์ตรัสถามเขาว่า “ถ้าอย่างนั้นเป็นไฉนดาวิด โดยเดชพระวิญญาณจึงได้เรียกพระองค์ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าและรับสั่งว่า พระเจ้าตรัสกับองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าว่า ‘จงนั่งที่ขวามือของเรา จนกว่าเราจะปราบศัตรูของท่านให้อยู่ใต้เท้าของท่าน’ ถ้าดาวิดทรงเรียกท่านว่า องค์พระผู้เป็นเจ้า ท่านจะเป็นเพียงเชื้อสายของดาวิด อย่างไรได้” ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดอาจที่จะตอบพระองค์สักคำหนึ่ง ตั้งแต่วันนั้นมาไม่มีใครกล้าซักถามพระองค์ต่อไป
เรื่องนี้ทำให้ข้าพเจ้าอดขำไม่ได้เสมอ เพราะเหล่าศัตรูของพระเยซูจะตอบโต้พระองค์ได้อย่างไรกัน ประเด็นที่พระเยซูทรงชี้ให้เห็นนั้นเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัฒนธรรมที่เคร่งครัดเรื่องการให้ความเคารพผู้อาวุโส ยกตัวอย่างเช่นเวียดนาม ไม่มีทางเลยที่พ่อชาวเวียดนามจะเรียกบุตรชายหรือลูกหลานของตนว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า” แม้ว่าลูกคนนั้นจะเติบโตขึ้นมาเป็นกษัตริย์ผู้ครองโลกก็ตาม! พ่อก็ยังคงมีสถานะสูงกว่าเสมอ และสรรพนามที่เขาใช้เรียกขานกันก็จะสะท้อนถึงสถานะนี้
หนทางเดียวที่เราจะไขปริศนาของพระเยซูได้คือ การระลึกไว้เสมอว่าพระองค์ทรงมีสองพระภาคในพระองค์เอง พระเยซูทรงเป็นมนุษย์ที่บังเกิดจากหญิงพรหมจารีชื่อ มารีย์ ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากวงศ์วานของดาวิด ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงเป็น “บุตรของดาวิด” แต่ในขณะเดียวกัน พระองค์ก็ทรงเป็นพระเจ้าด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ทรงเป็นพระบุตร ซึ่งเป็นบุคคลที่สองแห่งตรีเอกานุภาพ และในฐานะที่ทรงเป็นพระเจ้า พระองค์ย่อมสมควรได้รับเกียรติทั้งปวงจากดาวิดและจากมนุษย์ทุกคน ด้วยเหตุนี้เราจึงเรียกพระองค์ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า”
แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะเรายังมีชื่อเรียกอื่นสำหรับพระองค์อีก ซึ่งเป็นชื่อที่ยากจะทำความเข้าใจให้สอดคล้องกับความเป็นพระเจ้าของพระองค์ยิ่งกว่าเดิมเสียอีก เราเรียกพระองค์ว่า “พระผู้ช่วยให้รอด” “พระผู้ไถ่” และ “ผู้ที่ถูกตรึงกางเขน” เพราะพระเยซูทรงยอมสละพระชนม์ชีพเพื่อเราด้วยความเต็มใจ เพื่อทำลายอำนาจแห่งความชั่วร้ายที่อยู่เหนือเรา การสิ้นพระชนม์ของพระองค์ประทานชีวิต สันติสุขกับพระเจ้า และการให้อภัยแก่เรา ส่วนการคืนพระชนม์ของพระองค์ก็หมายความว่า พระองค์ทรงกลายเป็นบ่อเกิดแห่งชีวิตของเราตลอดไป
พระเจ้าเช่นไรกันที่ยอมถ่อมพระองค์ลงมาเพื่อช่วยกู้สิ่งที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมาเอง พระองค์ทรงเป็นใครกันที่ทรงรักเราผู้ซึ่งแตกสลายและเต็มไปด้วยความทุกข์ใจ ทรงรักเรามากเสียจนยอมเสด็จมายังโลกของเราในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ทรงเป็นเพียงทารกน้อยเพื่อที่จะช่วยกู้และนำเรากลับมาหาพระองค์ ไม่น่าแปลกใจเลยที่เหล่าทูตสวรรค์ต่างปรารถนาที่จะเรียนรู้เรื่องราวเหล่านี้ให้มากขึ้น! (ดู 1 เปโตร 1:12)
เราอธิษฐาน: องค์พระเยซูเจ้า ขอประทับอยู่ในข้าพระองค์ และขอให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ทรงสอนให้ข้าพระองค์รู้จักพระองค์ดียิ่งขึ้นทุกวัน อาเมน
คำถามเพื่อการใคร่ครวญ:
- ลองจินตนาการดูว่า การที่มารีย์และโยเซฟต้องเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งซึ่งทรงเป็นพระเจ้าที่แท้จริงด้วยนั้นจะเป็นอย่างไร คุณคิดว่าสิ่งใดน่าจะเป็นเรื่องที่ยากที่สุดสำหรับเขาทั้งสอง เพราะเหตุใด
- ในฐานะผู้เชื่อ คุณมีพระเจ้าประทับอยู่ภายในตัวคุณ พระองค์ทรงอยู่ใกล้ชิดยิ่งกว่าลมหายใจของคุณเอง คุณรู้สึกว่าการใช้ชีวิตอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่ยิ่งใหญ่ บริสุทธิ์ และศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้เป็นเรื่องยากหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น คุณมีวิธีจัดการอย่างไร
- หากคุณไม่รู้สึกเช่นนั้น เป็นเพราะเหตุใด
© : Lutheran Hour Ministries

