สดุดี 70:4-5 – ขอให้บรรดาผู้ที่แสวงพระองค์เปรมปรีดิ์และยินดีในพระองค์ ขอให้บรรดาผู้ที่รักความรอดของพระองค์กล่าวเสมอว่า “พระเจ้าใหญ่ยิ่งนัก” แต่ข้าพระองค์ยากจนและขัดสน ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงรีบมาช่วยข้าพระองค์ ข้าแต่พระเจ้า ขออย่าทรงรอช้า พระองค์ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์และผู้ช่วยกู้ของข้าพระองค์
ในบทเพลงสดุดีเหล่านี้มีความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็นกับสิ่งที่เราเป็น “พระเจ้าใหญ่ยิ่งนัก!” พระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้างและพระผู้ไถ่ของเรา ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์ ผู้ซึ่งเราชื่นชมยินดีในพระองค์และได้รับความรอดจากพระองค์ แต่เมื่อเรายอมรับถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า เราก็ต้องยอมรับด้วยความถ่อมใจว่า “ข้าพเจ้าเป็นคนยากจนและขัดสน” เราอาจคิดว่าคำบรรยายนี้เหมาะกับคนอื่นมากกว่า เช่น ผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในความยากจน ผู้ที่สูญเสียที่อยู่อาศัย หรือผู้ที่กำลังเผชิญกับอาการเจ็บป่วยร้ายแรง ซึ่งคนเหล่านี้คือ กลุ่มคนที่เราพยายามยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ โดยอาจจินตนาการไปว่าตัวเราเองไม่เคยตกอยู่ในสภาพที่ยากจนและขัดสนเช่นเดียวกับพวกเขาเหล่านั้นเลย
ทว่าเรากลับตกอยู่ในความขัดสนอย่างยิ่งยวด เป็นความยากจนทางจิตวิญญาณที่ไม่มีความช่วยเหลือใดในโลกนี้จะเยียวยาได้ ไม่มีการบริจาคหรือองค์กรการกุศลใดสามารถแก้ไขความขัดสนหรือบรรเทาความต้องการของเราได้ หากปราศจากพระคริสต์เราก็หลงทางและไร้หนทางในบาปเสียจนพระคัมภีร์บรรยายถึงเราว่า “ตายไปแล้วในการบาป พระองค์ยังทรงกระทำให้เรามีชีวิต” (เอเฟซัส 2:5ข) คนตายย่อมไม่สามารถทำสิ่งใดเพื่อช่วยเหลือหรือช่วยชีวิตตนเองได้ หากหัวใจของใครบางคนหยุดเต้น การช่วยเหลือทางการแพทย์ฉุกเฉินอาจช่วยให้หัวใจกลับมาเต้นอีกครั้งและรักษาชีวิตไว้ได้ แต่สำหรับความตายฝ่ายจิตวิญญาณที่เกิดจากบาปนั้น การเยียวยาทางโลกย่อมไร้ผล มีเพียงพระวิญญาณบริสุทธิ์เท่านั้นที่ทรงทำงานผ่านความจริงในพระวจนะของพระเจ้า ซึ่งสามารถเปิดเผยให้เราเห็นถึงความจำเป็นของตนเอง และนำพาให้เราสารภาพว่า “ข้าพระองค์ยากจนและขัดสน” เราจึงร้องทูลขอความช่วยเหลือเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถเยียวยาความต้องการของเราได้ว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขออย่าทรงรอช้า!”
นี่คือเสียงร้องขอความช่วยเหลือที่ปรากฏอยู่ทั่วทั้งพระคัมภีร์ เป็นคำวิงวอนขอให้พระเจ้าเสด็จมาช่วยประชากรของพระองค์ ดังที่กล่าวว่า “พระองค์ทรงแหวกฟ้าสวรรค์ลงมา” (อิสยาห์ 64:1ก) และ “ขอทรงปลุกพระราชอำนาจของพระองค์ขึ้นมาช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายให้รอด” (สดุดี 80:2ข) เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมพระเจ้าได้เสด็จมายังโลกในสภาพบุคคลของพระบุตรของพระองค์ พระเยซูเสด็จมาเพื่อเป็นผู้ช่วยเหลือและพระผู้ช่วยให้รอดของเรา พระองค์ทรงรับเอาความยากจนอันนำไปสู่ความตายซึ่งเกิดจากบาปของเราไว้กับพระองค์เอง พระองค์สิ้นพระชนม์ในความตายที่ควรจะเป็นของเรา แต่แล้วพระเจ้าก็ทรงให้พระบุตรของพระองค์คืนพระชนม์ขึ้นมาด้วยชัยเหนือบาปและความตาย ในแต่ละวัน เราดำเนินชีวิตไปกับองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยความเชื่อ ชื่นชมยินดีในความยิ่งใหญ่ของพระองค์ ในขณะเดียวกันก็ตระหนักอยู่เสมอว่าเรายังคงต้องการการให้อภัยและกำลังที่คอยค้ำจุนจากพระองค์ พระเยซูทรงหล่อเลี้ยงเราด้วยพระวจนะของพระองค์ และทรงเลี้ยงดูเราในยามที่เราขัดสนด้วยพระกายและพระโลหิตของพระองค์ในพิธีมหาสนิท อีกไม่นานเราจะเฉลิมฉลองการเสด็จมาครั้งแรกของพระเยซูคือ การประสูติของพระองค์ที่เบธเลเฮม พร้อมทั้งเฝ้ารอการเสด็จมาครั้งที่สองของพระองค์ ซึ่งก็คือ การเสด็จกลับมาในวาระสุดท้าย เราวางใจในพระเยซู เฝ้ารอการเสด็จกลับมาของพระองค์ และอธิษฐานเช่นเดียวกับที่บรรดาธรรมิกชนอธิษฐานสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนว่า “ขออย่าทรงรอช้า พระองค์ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์และผู้ช่วยกู้ของข้าพระองค์!”
เราอธิษฐาน: พระเยซูเจ้า พระองค์ทรงช่วยเหลือข้าพระองค์ในทุกความจำเป็น ขออย่าทรงรอช้า แต่เสด็จมาโดยเร็วเถิดองค์พระผู้เป็นเจ้า อาเมน
คำถามเพื่อการใคร่ครวญ:
- ความยากจนมีหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือ ความยากจนฝ่ายจิตวิญญาณ เราจะเป็นผู้ที่มั่งคั่งในโลกนี้ได้อย่างไร ในเมื่อเรายังคงล่มจมในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการนิรันดร์ของเรา
- พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ประทานความมั่งคั่งอันประเมินค่าไม่ได้แก่เราในองค์พระเยซูคริสต์อย่างไร
- เมื่อคุณรู้สึกวิตกกังวลเกี่ยวกับชีวิตของตนเอง จงระลึกถึงความหวังที่คุณมีในพระเยซู (ดู ฟีลิปปี 4:6-7)
© : Lutheran Hour Ministries

