Category: ธรรมชีวิตประจำวัน

ธรรมชีวิตประจำวันที่ 17 มิถุนายน 2019 “การชั่งลูกๆ”

devotion

สดุดี 78:5-7 – เพราะพระองค์ทรงสถาปนากฎเกณฑ์ไว้ในยาโคบ และทรงแต่งตั้งกฎหมายไว้ในอิสราเอลซึ่งพระองค์ทรงบัญชาแก่บรรพบุรุษของเราว่าให้แจ้งเรื่องราวเหล่านั้นแก่ลูกหลานของเขา เพื่อชาติพันธุ์รุ่นต่อไปจะทราบเรื่อง คือลูกหลานที่จะเกิดมา และที่จะลุกขึ้นบอกลูกหลานของเขา เพื่อเขาจะตั้งความหวังของเขาไว้ในพระเจ้า และไม่ลืมพระราชกิจของพระเจ้า แต่รักษาพระบัญญัติของพระองค์ เกล็น แอดสิตเป็นมิชชันนารีในประเทศจีน แอดสิตเดินทางไปประเทศจีนพร้อมกับครอบครัวเพื่อประกาศเรื่องราวความรอดของพระผู้ช่วยให้รอดด้วยความสงบและเป็นความลับให้มากเท่าที่จะสามารถเป็นไปได้  แต่ปรากฎว่าเขาไม่เงียบและเป็นความลับพอจึงถูกทางการจีนจับพร้อมด้วยครอบครัวแล้วทั้งหมดก็ถูกกักขังไว้ในบ้านพักแห่งหนึ่ง  ต่อมาทหารแจ้งว่าเขาต้องถูกส่งกลับประเทศและสามารถนำของติดตัวกลับไปได้ประมาณ 45 กิโลกรัม แต่คุณจะเลือกของอย่างไรให้ได้น้ำหนัก 45 กิโลกรัม เขาอยู่ในประเทศจีนหลายปีและระหว่างเวลานั้นเขาสะสมสิ่งมีค่าที่เกี่ยวโยงกับความทรงจำเอาไว้  จะตัดสินใจอย่างไรว่าอะไรควรทิ้ง  ทุกอย่างมีคุณค่าซึ่งต้องจัดและชั่งน้ำหนักและจัดอีกครั้ง ในที่สุดเขาจัดการได้โดยของที่จะนำกลับไปมีน้ำหนัก 45 กิโลกรัม แอดสิตและครอบครัวพร้อมเมื่อทหารมาถึง “คุณเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางแล้วใช่ไหม” “ใช่ครับ” “คุณชั่งน้ำหนักทุกอย่างแล้วรึ” เจ้าหน้าที่ต้องการรู้ “ชั่งแล้วครับ” “คุณชั่งเด็กๆ รึเปล่า” ชั่งเด็กๆ หรือ เขายังไม่ได้ชั่งเด็กเลยอย่างแน่นอน แอดสิตและภรรยาถือว่าลูกๆ เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงประทานให้  จากคำถามของเจ้าหน้าที่ในเสี้ยววินาทีนั้นเขาจัดของใหม่อีกครั้ง  เครื่องพิมพ์ดีดใหม่ แจกันลายครามที่สวยงาม รูปภาพที่มีคุณค่ากลายเป็นของที่ต้องทิ้งไว้  แต่นำลูกๆ ไปกับเขาและต้องแน่ใจว่าลูกปลอดภัย นี่คือความสำคัญหลักของพ่อแม่ พระบิดาเจ้า วันนี้ข้าพระองค์ขอถามพระองค์ว่า พระองค์ทรงชั่งลูกๆ ของพระองค์หรือยัง ตอนนี้ผมรู้ว่าคุณมีหลายอย่างที่หนักอยู่ในความคิดซึ่งคุณต้องให้ความเอาใจใส่และต้องทำให้สำเร็จก่อนดวงอาทิตย์ตก  แต่คำถามคือ “คุณชั่งลูกๆ ของคุณหรือไม่”  […]

ธรรมชีวิตประจำวันที่ 16 มิถุนายน 2019 “ข้าพเจ้าร้องทูลต่อพระเจ้า”

devotion

สดุดี 18:6 – ในยามทุกข์ระทมใจ ข้าพเจ้าร้องทูลต่อพระเจ้า ข้าพเจ้าร้องทูลขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าของข้าพเจ้า จากพระวิหารของพระองค์ พระองค์ทรงสดับเสียงของข้าพเจ้า และเสียงร้องของข้าพเจ้าได้ยินไปถึงพระกรรณของพระองค์ เมื่อแพมกับผมนำลูกคนแรกของเรากลับจากโรงพยาบาล ทุกครั้งที่ลูกส่งเสียงร้องเราจะรีบวิ่งไปหาเขาทันที สักพักหนึ่งแพมก็เรียนรู้ความแตกต่างในเสียงร้องของเคิร์ต เมื่อรู้สึกหิวเขาร้องแบบหนึ่ง เขาร้องอีกแบบหนึ่งเมื่อปวดท้อง และร้องอีกแบบหนึ่งเมื่ออยากให้มีคนมาอุ้ม และก็อีกหลายแบบตามที่คุณคิดได้ ในที่สุดผมก็รู้ด้วยเช่นกันเมื่อแพมสอนผม ตอนนี้พ่อแม่ที่ได้ยินเสียงของลูกเข้าใจเสียงร้องของลูกแล้ว น่าเสียดายที่พ่อแม่ซึ่งพิการทางการได้ยินไม่มีทางเข้าใจความหมายการร้องของลูกหรือเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลูกกำลังร้องไห้ นั่นสามารถเป็นความน่ากลัวและเป็นประสบการณ์ด้านอารมณ์ที่เหลือจะบรรยาย ดร.เอเรียนา แอนเดอร์สันแห่งมหาวิทยาลัยแพทย์ยูซีแอลเอให้ความสนใจในปัญหานี้เป็นคนแรก ในฐานะแม่ของลูกๆ สี่คน เธอตระหนักว่าตัวเองเรียนรู้และแปลความเสียงที่ไม่มีคำพูดของลูกๆ ได้ ยกตัวอย่างเช่น เธอเรียนรู้ว่าเมื่อทารกเงียบเป็นช่วงเวลานานในระหว่างที่เขากำลังร้องไห้ ปกติแล้วเด็กกำลังอารมณ์เสีย ตรงกันข้ามเมื่อทารกร้องไห้เป็นเวลานานต่อกันเขามักมีอาการเจ็บปวดซึ่งต้องการให้ช่วยแก้ไข ดร.แอนเดอร์สันนำประสบการณ์ของตนเองและเพิ่มเติมด้วยข้อมูลที่ได้มาจากการเฝ้าสังเกตเด็กคนอื่นๆ อีก 2,000 คนเพื่อให้ได้ความรู้มาเผยแพร่ เธอร่วมกับสถาบันซีเมลสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ขึ้นมาเรียกว่าแอป Chatter Baby เมื่อพ่อแม่ที่พิการทางการได้ยินนำแอปนี้ไปใช้อย่างถูกต้องก็จะช่วยให้เขารู้ว่าเมื่อใดที่ลูกร้องไห้และอะไรคือสาเหตุของการร้องไห้นั้น ในขณะที่ผมเขียนบทเรียนเฝ้าเดี่ยวนี้มีการอ้างว่าแอปนี้แม่นยำถึงร้อยละ 90 ทีเดียวซึ่งดีกว่าที่ผมเคยประสบมาเสียอีก เมื่ออ่านพระคัมภีร์ ผมพบว่าผู้คนมากมายทีเดียวที่ร้องต่อพระเจ้า * บางคนร้องด้วยความกลัวและร้องเพราะเขามีความเสียใจ * บางคนร้องเพราะความเจ็บป่วยหรือสูญเสียคนที่เขารัก * บางคนร้องในขณะที่เขาตกเป็นทาส * บางคนร้องเพราะรู้สึกว่าตัวเองโดดเดี่ยว * บางคนร้องเมื่อมีผู้คนออกห่างไกลจากพระเจ้า แต่พระเจ้าไม่จำเป็นต้องมีแอปเพื่อให้ได้ยินคำอธิษฐานจากใจของประชากรของพระองค์ พระองค์ไม่เพียงแต่ทรงได้ยินเสียงร้องเหล่านั้น […]

ธรรมชีวิตประจำวันที่ 15 มิถุนายน 2019 “บางอย่างเกิดขึ้น”

devotion

1 เปโตร 3:18 – ด้วยว่าพระคริสต์ก็ได้สิ้นพระชนม์ครั้งเดียวเท่านั้นเพราะความผิดบาป คือพระองค์ผู้ชอบธรรมเพื่อผู้ไม่ชอบธรรม เพื่อจะได้ทรงนำเราทั้งหลายไปถึงพระเจ้า ฝ่ายกายพระองค์จึงสิ้นพระชนม์ แต่ฝ่ายวิญญาณทรงคืนพระชนม์ ผมตั้งชื่อรถคันแรกของผมว่ามอริสซึ่งเป็นรถยี่ห้อโอลส์โมบิล หลายปีทีเดียวที่มอริสเป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์ ไว้ใจได้และนำพาผมจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งมากมายหลายแห่ง แน่นอนละว่าเมื่อบางอย่างเกิดขึ้นรถก็กลายเป็นสิ่งที่มากกว่ายานพาหนะธรรมดาๆ แท้จริงแล้วนั่นสามารถเป็นความสัมพันธ์ด้านอารมณ์ระหว่างเจ้าของกับรถ นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับแคนดิดา ทอร์เรแห่งเมืองฮันทิงทันบีช รัฐแคลิฟอร์เนีย ทอร์เรรักรถของเธอมาก แท้จริงรถคันดังกล่าวเป็นของลูกชายเธอคือโฮเซ ทอร์เรผู้เชี่ยวชาญแห่งกองทัพ แต่รถของโฮเซกลายเป็นรถของแม่ในปี 2011 เพราะเขาเสียชีวิตในประเทศอิรัค เป็นที่เข้าใจได้ว่าทุกครั้งที่เธอเข้าไปนั่งในรถคันนั้นเธอก็จะคิดถึงลูกชาย รถเป็นที่แห่งความทรงจำที่ดี แต่มีบางอย่างเกิดขึ้นนั่นคืออุบัติเหตุ บริษัทประกันจะทำลายรถซึ่งทำให้หัวใจของนางทอร์เรแตกสลาย นายตำรวจจอห์น แบกก์เป็นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่ดูแลเรื่องอุบัติเหตุของทอร์เร เขารับรู้ถึงน้ำตาของเธอ โดยไม่บอกให้เธอรู้ นายตำรวจแบกก์นำซากรถไปเพื่อทำให้บางอย่างเกิดขึ้น โดยความช่วยเหลือของบริษัทสามเอ และช่างซ่อมรถ 27 คนจากอู่ต่างๆ ร่วมกันเสียสละเวลา 120 ชั่วโมงทำให้นายตำรวจแบกก์สามารถซ่อมซากรถดังกล่าวซึ่งต้องใช้เงินถึงห้าแสนบาทได้ ในวันวาเลนไทน์ บางอย่างพิเศษเกิดขึ้นเมื่อนายตำรวจแบกก์นำรถที่ซ่อมเสร็จแล้วนั้นมาส่งให้นางทอร์เรทำให้เธอรู้สึกตื้นตันใจมาก ทั้งสองยืนที่หน้ารถและนางทอร์เรพูดด้วยความขอบคุณว่า “จากใจจริงนะ นี่มีความหมายต่อฉันมากที่ได้รถคืนมา จริงๆ นะ เป็นการดีมากที่รู้ว่ายังมีคนที่จิตใจดีอยู่ในโลกนี้” ความจริงบางอย่างที่พิเศษเกิดขึ้นเมื่อบุคคลได้รับของขวัญพิเศษซึ่งเขาไม่สามารถหาซื้อมาได้เอง นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 2000 ปีมาแล้ว บนกางเขนโรมันถูกยกตั้งขึ้นบนเนินเขาโกละโกธานอกกำแพงเมืองเยรูซาเล็ม พระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์ที่นั่น ในช่วงเวลานั้น การตรึงนักโทษบนกางเขนเป็นเรื่องปกติ […]

ธรรมชีวิตประจำวันที่ 14 มิถุนายน 2019 “น่าละอายหรือ”

devotion

สดุดี 32:1-2 – บุคคลผู้ซึ่งได้รับอภัยการละเมิดแล้วก็เป็นสุข คือผู้ทรงกลบเกลื่อนบาปให้นั้น  บุคคลซึ่งพระเจ้ามิได้ทรงถือโทษก็เป็นสุขคือผู้ที่ไม่มีการหลอกลวงในใจของเขา รถพอร์ช คาร์เรราเป็นรถที่สวยงามและสามารถแล่นได้เร็วเกิน 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถพอร์ช คาร์เรรามีราคาแพงอยู่สักหน่อยโดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่กว่าสามล้านบาท ที่สุดแล้วรถพอร์ชเป็นรถที่เจ้าของภาคภูมิใจและให้การทะนุถนอม เมื่อไม่นานมานี้เจ้าของรถดังกล่าวยื่นกุญแจให้คนรับรถของโรงแรมรีเจนซีในซิดนีย์ เขาคาดหวังเต็มที่ว่ารถของเขาคงได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด นั่นเป็นความต้องการที่ไม่เคยสำเร็จ คนรับรถเข้าไปนั่งในรถแล้วเสียบกุญแจจากนั้นก็บิดกุญแจติดเครื่องรถ เครื่องยนต์ติดรอคำสั่งจากคนขับ  เมื่อถึงจุดนี้ทุกคนเห็นด้วย ทุกอย่างเกิดขึ้น และเกิดขึ้นในทางที่ผมอธิบายไปแล้ว ปัญหาคือไม่มีใครแน่ใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป จากภาพถ่ายของโรงแรมแสดงให้เห็นว่าคนรับรถยังนั่งในที่นั่งคนขับรถพอร์ช…แล้วกระโปรงรถและส่วนที่นั่งผู้โดยสารซึ่งเป็นด้านหน้ารถทั้งหมดเข้าไปอยู่ใต้รถอีกคันหนึ่ง  ถูกแล้ว รถพอร์ชพุ่งด้วยความเร็วเข้าไปมุดอยู่ใต้รถขนาดเจ็ดที่นั่งอีกคัน เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินนำคนขับรถออกจากรถพอร์ชในขณะที่กลุ่มคนจำนวนมากเฝ้ามุงดู แมทธิว ทัลบ็อตโฆษกของโรงแรมกล่าวว่าคนรับรถไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่รู้สึกละอายและตกใจเล็กน้อย  ไม่มีใครรายงานถึงปฏิกริยาของเจ้าของรถ  อาจมีการพูดถึงแต่ด้วยภาษาจึงไม่สามารถตีพิมพ์ได้ เรื่องนี้ทำให้ผมแปลกใจที่บอกว่าคนรับรถรู้สึกละอายและตกใจเล็กน้อย  นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมคาดหวัง รู้สึกละอายหรือ  นั่นเป็นคำที่อ่อนไปสำหรับความรู้สึกที่เขาควรมี คุณเห็นด้วยหรือไม่  หลังจากที่ทำลายทรัพย์สินของคนอื่นแล้วอย่างน้อยเขาควรรู้สึกสำนึกผิดและเสียใจในการกระทำของตน ผมสงสัยว่าพระเจ้าคงรู้สึกเหมือนกันนี้บ่อยๆ หรือไม่เกี่ยวกับการสำนึกผิดครึ่งๆ กลางๆ ของมนุษย์  เราทำบาปทั้งบาปใหญ่ บาปเล็ก ทำบาปครั้งเดียวและทำบาปซ้ำๆ  เราทำบาปต่อพระเจ้าและต่อเพื่อนบ้านของเรา จากนั้น แทบทุกครั้งเราพูดว่า “ขอโทษพระเจ้า” แล้วก็ทำตามทางของเราราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เวลานี้การอภัยของพระเจ้าสมบูรณ์แล้วราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งเราเคยทำบาปซึ่งพระผู้ช่วยให้รอดทรงชำระไปหมดแล้ว พูดสั้นๆ คือบาปเป็นเรื่องใหญ่ และการกลับใจของเราก็เป็นเรื่องใหญ่ ส่วนการให้อภัยของพระเจ้าควรเป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุด […]

ธรรมชีวิตประจำวันที่ 13 มิถุนายน 2019 “ชีวิตไม่ยุติธรรม”

devotion

2 โครินธ์ 5:21 – เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงกระทำพระองค์ผู้ทรงไม่มีบาปให้บาป เพราะเห็นแก่เรา เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมของพระเจ้าทางพระองค์ ปีที่แล้วผมได้รับจดหมายสองฉบับ  ฉบับแรกจากผู้ชายที่พูดติดตลกว่า “ชีวิตผู้ชายอย่างเราไม่ยุติธรรมเลย เมื่อเราเกิดแม่ของเราก็ได้รับคำชมเชย ได้ของขวัญและช่อดอกไม้  พอเราแต่งงานเจ้าสาวของเราได้ของขวัญ  ในวันแม่แม่ก็รับนู่นนี่นั่นแม้แต่กระทั่งของจากร้านขายยา  เมื่อเราตายภรรยาหม้ายของเราก็ได้รับเงินประกันชีวิตของเรา  ชีวิตนี้ไม่ยุติธรรมเลย เมื่อไหร่เราจะได้รับสิ่งที่เราสมควรได้มั่ง” นั่นเป็นจดหมายที่ตลก  ฉบับที่สองที่ผมได้รับแตกต่างจากฉบับแรกมาก คนเขียนเป็นผู้หญิง “ห้าเดือนก่อนสามีกับฉันหย่ากัน เขาไม่เคยบอกฉันเลยว่าทำไมเราต้องเลิกกัน  เขามีแต่บ่นพึมพำเกี่ยวกับ ‘ความห่างเหิน’  ตอนนี้เขาไปขลุกอยู่กับสาวน้อยที่มีอายุครึ่งหนึ่งของเขา  ส่วนฉันต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในบ้าน ต้องซักผ้า ทำความสะอาดบ้านหลังจากที่ลูกป่วย ช่วยลูกทำการบ้าน และคิดถึงการร้านแม็คโดนัลด์เป็นที่ ‘หาความบันเทิง’  ฉันรักลูกๆ แต่ดูเหมือนชีวิตจะไม่ยุติธรรมสำหรับฉันเลย เมื่อคุยกับคนที่เป็นพี่ในครอบครัว เขาจะบอกคุณว่าชีวิตไม่ยุติธรรม  ในที่สุดแล้วน้องๆ จะได้ข้าวของไปทั้งหมดในขณะที่พี่ถูกทำโทษ แต่เมื่อคุยกับน้องๆ เขาก็จะบอกว่าพวกพี่ๆ ได้นอนดึก ได้ขับรถไปข้างนอก ไปปาร์ตี้ และได้จัดงานต่างๆ ซึ่งดูเหมือนว่าเป็นอย่างนั้นไปตลอดชีวิต  ทั้งสองกลุ่มเห็นด้วยว่า “ชีวิตไม่ยุติธรรม” เมื่อพูดกับผู้สูงอายุ เขาจะบอกคุณว่าคนรุ่นใหม่ไม่เข้าใจว่าการทำงานเพื่อเลี้ยงชีพอย่างแท้จริงเป็นอย่างไร  เมื่อพูดกับคนอายุยังน้อยเขาจะบอกคุณว่ามันไม่ยุติธรรมสำหรับเขาที่ต้องจ่ายเงินให้ประกันสังคม ในเมื่อสถิติบอกว่าระบบจะล่มก่อนที่เขาจะมีอายุมากพอสำหรับการได้รับผลประโยชน์นั้น ชีวิตไม่ยุติธรรม  คุณเคยได้รับหมายให้ไปจ่ายค่าปรับฐานขับรถเร็วกว่ากำหนดหรือเปล่าในขณะที่สองนาทีที่แล้วมีคนหนึ่งเพิ่งแซงคุณไป  คุณเคยทำใจได้หรือไม่เมื่อพนักงานคนหลายคนได้รับการส่งเสริม  คุณป้าหทัยแบ่งที่ดินผืนใหญ่ของเธอให้กับแมวและช่างซ่อมรถของเธอใช่หรือไม่ คุณอาจประหลาดใจที่พบว่าพระคัมภีร์ไม่โต้แย้งคุณเลยเมื่อคุณรู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่ยุติธรรม […]

Journey into Light Thailand © 2016 Frontier Theme
ปิดโหมดสีเทา