“อย่าหลงเลย ท่านจะหลอกลวงพระเจ้าไม่ได้ เพราะว่าผู้ใดหว่านอะไรลง ก็จะเกี่ยวเก็บสิ่งนั้น”
ทำสิ่งใดย่อมได้สิ่งนั้น หมายถึง การกระทำย่อมส่งผลเสมอ ไม่ว่าจะในทางธรรมะที่เน้นเรื่องผลกรรมที่จะเกิดขึ้น และในหลักวิทยาศาสตร์ที่ว่าต้นกำเนิดจากสิ่งใดผลก็จะเป็นเช่นนั้น เช่น ปลูกมะม่วงย่อมได้มะม่วง ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นผลอื่นได้ และพระวจนะของพระเจ้าก็ได้บันทึกไว้ว่า ผู้ที่หว่านสิ่งใดก็จะเก็บเกี่ยวสิ่งนั้น ซึ่งเป็นความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง คือทุกคนต้องรับผลจากการกระทำของตนเอง ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ซึ่งผลเหล่านี้ย่อมเกิดผลที่ตามมาอย่างแน่นนอน แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับพระเจ้าแล้วพระองค์ได้ทรงประทานหนทางแก่มนุษย์เพราะเห็นแก่ความรักมั่นคงที่พระองค์ทรงมีต่อทุกคนคือ พระองค์จะทรงละเว้นผลอันร้ายแรงที่สุดที่จะเกิดขึ้นจากความผิดบาปแก่มนุษย์ไว้ ซึ่งคือการพิพากษาครั้งสุดท้ายและโทษของความผิดบาปนั้นคือ ความตายนิรันดร์ที่บึงไฟนรกแก่ผู้ที่เชื่อวางใจในองค์พระเยซูพระบุตรของพระองค์ที่พระองค์ทรงประทานลงมาในโลก เพื่อช่วยมนุษย์ให้พ้นจากโทษบาปหรือผลของบาปนั้นเสียให้เปลี่ยนเป็นผลแห่งชีวิตนิรันดร์บนแผ่นดินสวรรค์ของพระองค์ สรรเสริญพระเจ้า พระผู้ทรงสัพพัญญูและทรงสนองต่อการกระทำของมนุษย์อย่างยุติธรรม พระองค์มิทรงเลือกที่รักมักที่ชัง พระองค์มิทรงเห็นแก่หน้าผู้ใด พระองค์มิทรงมีพระทัยที่เอนเอียง ดังนั้น จึงไม่มีผู้ใดหรือสิ่งใดสามารถหลอกลวงพระเจ้าได้ ข้าแต่พระเจ้าผู้สูงสุด ข้าพระองค์ทั้งหลายผู้เป็นคนบาปผิดและไม่มีบาปใดที่ข้าพระองค์จะซ่อนไว้จากพระพักตร์ของพระองค์ได้ พระองค์ทรงไว้ซึ่งความชอบธรรมและยุติธรรมเสมอ…




