โรม 10:5-6ก, 8ก-13, 17 – โมเสสได้เขียนเรื่องความชอบธรรมซึ่งมีธรรมบัญญัติเป็นมูลฐานว่า คนใดที่ประพฤติตามจะได้ชีวิตโดยการประพฤตินั้น แต่ความชอบธรรมที่มีความเชื่อเป็นมูลฐานว่า … “ถ้อยคำนั้นอยู่ใกล้ท่าน อยู่ในปากของท่าน และอยู่ในใจของท่าน” (คือคำซึ่งก่อให้เกิดความเชื่อที่เราทั้งหลายประกาศอยู่นั้น) คือว่าถ้าท่านจะรับด้วยปากของท่านว่า พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และเชื่อในจิตใจว่า พระเจ้าได้ทรงชุบพระองค์ให้เป็นขึ้นมาจากความตาย ท่านจะรอด ด้วยว่า ความเชื่อด้วยใจก็นำไปสู่ความชอบธรรม และการยอมรับสัจจะของพระเจ้าด้วยปากก็นำไปสู่ความรอด เพราะมีข้อพระคัมภีร์ว่า ผู้หนึ่งผู้ใดที่เชื่อในพระองค์จะไม่ได้รับความอับอาย เพราะว่าพวกยิวและพวกต่างชาตินั้นไม่ทรงถือว่าต่างกัน ด้วยว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของคนทั้งปวง และทรงโปรดอย่างบริบูรณ์แก่คนทั้งปวงที่ทูลขอต่อพระองค์ เพราะว่า ผู้ที่ร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะรอด” … ฉะนั้น ความเชื่อเกิดขึ้นได้ก็เพราะการได้ยิน และการได้ยินเกิดขึ้นได้ก็เพราะการประกาศพระคริสต์
ข้อพระคัมภีร์ตอนนี้เคยสร้างความหนักใจให้ข้าพเจ้ามากสมัยยังเป็นวัยรุ่น ตอนนั้นข้าพเจ้ามีเพื่อนคริสเตียนที่เน้นการประกาศ เราอ่านเจอข้อความที่พูดถึงการยอมรับด้วยปากว่าพระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า แล้วเราก็ตีความจนกลายเป็นเงื่อนไขที่น่าหวั่นใจ เราคิดกันว่า “นั่นหมายความว่าเราต้องประกาศความเชื่อในพระเยซูต่อหน้าสาธารณชนอย่างกล้าหาญ ซึ่งยิ่งเปิดเผยต่อคนมากเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น โดยทั่วไปแล้วนั่นต้องเป็นเรื่องที่น่าอายและเจ็บปวดใจ และข้าพเจ้าต้องใช้ถ้อยคำที่เจาะจงว่า ‘พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า’ ด้วย ไม่อย่างนั้นก็ถือว่าใช้ไม่ได้”
คุณคงมองเห็นปัญหาทั้งหมดในเรื่องนี้ใช่ไหม ในฐานะคริสเตียนที่ยังไม่เติบโตฝ่ายวิญญาณ เราทำให้เรื่องความรอดของพระเจ้ากลายเป็นเรื่องของการกระทำของเรา แทนที่จะเป็นเรื่องของสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำ เราสร้างกฎเกณฑ์ใหม่ขึ้นมาใช้กับตัวเอง
แต่นั่นเป็นความเข้าใจผิดครั้งใหญ่เลยทีเดียว เปาโลไม่ได้กำลังวางกฎเกณฑ์ให้เราปฏิบัติตามเพื่อรับประกันความรอดของเราเอง! ไม่ใช่เลย ท่านเพียงแค่อธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติกับทุกคนที่เชื่อในพระเยซู พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงปลูกฝังความเชื่อไว้ในใจของเรา แล้วความเชื่อนั้นก็เปี่ยมล้นออกมาสู่การดำเนินชีวิตของเรา พระเจ้าทรงจัดการทุกสิ่งตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ใช่เรา
จริง ๆ แล้ว การจะปิดบังความเชื่อที่มีต่อพระเยซูนั้นเป็นเรื่องยากทีเดียว ต่อให้คุณอยากจะปิดบังก็ตาม! เพราะมักจะมีถ้อยคำหลุดออกมาจากปากที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าคุณเป็นของพระเยซู ไม่ว่าคุณจะตั้งใจพูดหรือไม่ก็ตาม เช่น การที่คุณรับปากว่าจะอธิษฐานเผื่อผู้ที่กำลังเดือดร้อน การปฏิเสธคำชวนไปทานมื้อเช้าเพราะติดไปโบสถ์ในเวลานั้น หรือการกระทำบางอย่างที่คุณมองว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่กลับทำให้คนรอบข้างที่ไม่ใช่คริสเตียนรู้สึกประหลาดใจ เช่น การให้เพื่อนบ้านยืมรถ หรือการให้อภัยคนที่เที่ยวปล่อยข่าวลือเสียหายเกี่ยวกับตัวคุณ แล้วผู้คนก็อยากรู้เหตุผลและเอ่ยปากถามคุณในที่สุด!
องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงจัดการเรื่องความรอดของเราตั้งแต่ต้นจนจบ มิใช่ตัวเราเอง พระเยซูทรงเป็นผู้ที่ทนทุกข์และสิ้นพระชนม์เพื่อเรา ทรงเป็นผู้ที่คืนพระชนม์เพื่อเรา และทรงเป็นผู้ประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์แก่เรา และพระวิญญาณนั้นก็สถิตอยู่ภายในเรา ทรงประกอบพระราชกิจของพระองค์ แม้ในยามที่เราไม่ได้ตระหนักรู้ถึงสิ่งนั้นก็ตาม
เราอธิษฐาน: พระเยซูเจ้า พระองค์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ ขอโปรดประทับและทรงกระทำกิจผ่านทางชีวิตของข้าพระองค์ เพื่อที่ผู้คนรอบข้างข้าพระองค์จะได้วางใจในพระองค์ด้วยเช่นกัน อาเมน
คำถามเพื่อการใคร่ครวญ:
- การมี “องค์พระผู้เป็นเจ้า” หมายความว่าอย่างไร และเหตุใดเราจึงเรียกพระเยซูด้วยชื่อนี้
- เราสามารถเห็นภาพพระเยซูทรงดำเนินชีวิตผ่านทางบางคนได้อย่างชัดเจน ลองยกตัวอย่างมาสักคนหนึ่ง แล้วอธิบายว่าคุณเห็นพระเยซูในชีวิตของพวกเขาอย่างไร
- จงเล่าเหตุการณ์ที่พระเจ้าทรงทำให้คุณประหลาดใจ โดยการใช้คุณเป็นเครื่องมือในการพูดถึงพระองค์
© : Lutheran Hour Ministries

