กิจการ 17:18, 30-32 – ปรัชญาเมธีบางคนในพวกเอปิคูเรียน และในพวกสโตอิกได้มาพบท่าน บางคนกล่าวว่า “คนเก็บเดนความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้จะใคร่มาพูดอะไรให้เราฟังเล่า” บางคนกล่าวว่า “ดูเหมือนเขาเป็นคนนำพระต่างประเทศเข้ามาเผยแพร่” เพราะเปาโลได้ประกาศพระนามพระเยซู และเรื่องการเป็นขึ้นมาจากความตาย … ในเวลาเมื่อมนุษย์ยังไร้เดียงสา พระเจ้ามิได้ทรงถือโทษ แต่เดี๋ยวนี้ พระเจ้าได้ตรัสสั่งแก่มนุษย์ทั้งปวงทั่วทุกแห่งให้กลับใจใหม่ เพราะพระองค์ได้ทรงกำหนดวันหนึ่งไว้ ในวันนั้นพระองค์จะทรงพิพากษาโลกตามความชอบธรรม โดยมนุษย์ผู้นั้นซึ่งพระองค์ได้ทรงเลือกไว้ และพระเจ้าได้ทรงโปรดให้คนทั้งปวงมีความแน่ใจในเรื่องนี้ โดยทรงให้มนุษย์ผู้นั้นคืนชีวิต” ครั้นคนทั้งหลายได้ยินถึงเรื่องการซึ่งเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว บางคนก็เยาะเย้ย แต่บางคนว่า “ข้าพเจ้าจะคอยฟังท่านกล่าวเรื่องนี้อีกต่อไป”
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า อัครทูตเปาโลต้องเผชิญกับผู้ที่เยาะเย้ยถากถางมากมายเพียงใดในกรุงเอเธนส์ อันเนื่องมาจากการที่ท่านสนทนาเรื่องพระเยซู เรื่องบาป เรื่องพระเมตตาและพระคุณของพระเจ้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเป็นขึ้นมาจากความตาย แม้ว่าคริสเตียนอาจจะถูกมองว่าเป็นพวกใจแคบที่เชื่อในเรื่องการคืนพระชนม์ แต่แท้จริงแล้วคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าต่างหากที่ทรงเปิดใจของเราให้ยอมรับข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ซึ่งรวมถึงเรื่องการคืนพระชนม์ของพระองค์ในสภาพร่างกายด้วย
หนังสือโยบนำเสนอข้อพระคัมภีร์ตอนหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเรื่องการคืนพระชนม์ โยบ กล่าวไว้อย่างงดงามว่า “แต่ส่วนข้า ข้าทราบว่าพระผู้ไถ่ของข้าทรงพระชนม์อยู่ และในที่สุดพระองค์จะทรงปรากฏบนแผ่นดินโลก … ในเนื้อหนังของข้า ข้าจะเห็นพระเจ้า ผู้ซึ่งข้าจะได้เห็นเอง และนัยน์ตาของข้าจะได้เห็นไม่ใช่คนอื่น” (โยบ 19:25, 26ข-27ก)
พระเยซูยังได้ตรัสเรื่องการคืนพระชนม์แก่พวกยิวที่พยายามจะฆ่าพระองค์ว่า “เพราะพระบิดาทรงทำให้คนที่ตายแล้วฟื้นขึ้นมามีชีวิตฉันใด ถ้าพระบุตรปรารถนาจะกระทำให้ผู้ใดมีชีวิตก็จะกระทำเหมือนกันฉันนั้น … อย่าประหลาดใจในข้อนี้เลย เพราะใกล้จะถึงเวลาที่บรรดาผู้ที่อยู่ในอุโมงค์ฝังศพจะได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ และจะได้ออกมา บรรดาผู้ที่ได้ประพฤติดีก็ฟื้นขึ้นสู่ชีวิต บรรดาผู้ที่ได้ประพฤติชั่วก็จะฟื้นขึ้นสู่การพิพากษา” (ยอห์น 5:21, 28-29)
ข้อความเหล่านี้และยังมีอีกมากมายในพระคัมภีร์ที่ทำให้คริสตจักรในอดีตประกาศความเชื่อที่ว่า “ข้าพเจ้าเชื่อในการเป็นขึ้นมาของร่างกาย” ซึ่งเป็นการปฏิเสธแนวคิดของผู้ที่สอนต่างออกไปหรือปฏิเสธสิ่งที่พระคัมภีร์กล่าวไว้ อีกประการหนึ่งคือ พระคัมภีร์ไม่ได้สอนเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดแต่อย่างใด ดังที่ปรากฏในหนังสือฮีบรู 9:27-28 ว่า “มีข้อกำหนดสำหรับมนุษย์ไว้แล้วว่าจะตายครั้งเดียว และหลังจากนั้นก็จะมีการพิพากษาฉันใด พระคริสต์ก็ฉันนั้น คือพระองค์ทรงถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบูชาครั้งเดียว เพื่อจะได้ทรงแบกบาปของคนเป็นอันมากไว้ พระองค์จะทรงปรากฏเป็นครั้งที่สอง มิใช่เพื่อกำจัดบาป แต่เพื่อช่วยบรรดาผู้ที่รอคอยพระองค์ด้วยใจจดจ่อให้ได้รับความรอด”
อนาคตอันยิ่งใหญ่รอคอยคุณและข้าพเจ้าอยู่ เมื่อเราน้อมรับพระวจนะของพระผู้ช่วยให้รอดผู้ทรงพระชนม์อยู่และผู้ที่เราจะดำรงชีวิตอยู่ในพระองค์ หนังสือฮีบรู 13:14 กล่าวว่า “เพราะว่าที่นี่เราไม่มีนครที่ถาวร แต่ว่าเราแสวงหานครที่จะมีในภายหน้า” ด้วยการที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงช่วยให้เรายึดมั่นในถ้อยคำแห่งชีวิตของพระเยซู ขอให้เราก้าวเดินไปด้วยกันอย่างมั่นใจยิ่ง สู่อนาคตอันงดงามที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้สำหรับผู้ที่รักพระองค์
เราอธิษฐาน: ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์โปรดประทานจิตใจที่เปี่ยมด้วยความเชื่อแก่เรา ให้เราวางใจในพระเยซูและในฤทธานุภาพแห่งการคืนพระชนม์ของพระองค์ อาเมน
คำถามเพื่อการใคร่ครวญ:
- ทำไมการพูดคุยกับผู้คนเรื่องการคืนพระชนม์ของพระเยซูจึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย
- บรรดาชายในกรุงเอเธนส์ที่ซักถามเปาโลเกี่ยวกับพระเยซูและการคืนพระชนม์นั้น ต่างเป็นนักคิดชั้นนำในยุคสมัยนั้น เปาโลรักษาประเด็นสำคัญในการสนทนากับคนเหล่านั้นอย่างไร
- ทำไมการอธิษฐานจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเสมอ ก่อนที่เราจะแบ่งปันความเชื่อของเรา
© : Lutheran Hour Ministries

